ทั้งนี้ “วิธีรับมืออารมณ์ความรู้สึกเชิงลบ” โดยเฉพาะเมื่อ “ผิดหวัง” ไม่ว่าจะจากกรณีใด ๆ ก็ตาม ก็มีแนวทางน่าสนใจ ที่ก็น่าลองใช้เป็น “คู่มือชีวิต” เพื่อจะ “รับมือ” และ “ก้าวผ่าน-ก้าวข้ามความผิดหวัง” ที่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลแนวทางที่ว่านี้…
เพื่อที่จะ “ไม่หดหู่เกินไป–มีแรงไปต่อ”
มีการแนะนำ “วิธีรับมือ–วิธีก้าวต่อไป”
กล่าวสำหรับ “วิธีรับมือความผิดหวัง” นั้น ทาง ผศ.พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้คำแนะนำแนวทางไว้ผ่านบทความที่มีชื่อว่า “ก้าวข้ามผ่านความผิดหวัง สร้างพลังให้ตัวเอง” ที่นำเสนอไว้ใน นิตยสาร @Rama ฉบับที่ 27 เดือนกันยายน 2559 โดยคุณหมอท่านนี้แนะนำ “วิธีรับมือ 5 ขั้นตอน” ไว้ดังนี้…

เริ่มจาก ขั้นตอนที่ 1 “ต้องพักใจก่อน” โดย ให้หยุดคิดในแง่ลบหรือคิดเรื่องอะไรก็ตามที่ทำร้ายตัวเอง เช่น ทำไมเราไม่ได้เรื่อง ทำไมเราไม่เก่งพอ ทำไมเราไม่ดีเขาถึงทิ้งไป ซึ่งเรื่องเหล่านี้นอกจากบั่นทอนกำลังใจแล้วยังไม่เกิดผลดีกับตัวเอง ดังนั้นจึงต้องเลิกโทษตัวเองก่อน เพราะคำพูดที่คิดขึ้นในใจเหล่านี้เป็นคำพูดที่บั่นทอนจิตใจ และทำให้ท้อใจ ซึ่งสำหรับคนที่ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจดีพอ…ก็จะก้าวข้ามผ่านไปได้โดยไม่เกิดปัญหาอะไร แต่กับบางคนที่อาจจะมีภูมิคุ้มกันจิตใจไม่เข้มแข็งพอ…ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบจิตใจ หรืออาจตัดสินใจทำร้ายตัวเองได้ …นี่เป็นแง่มุมจากขั้นตอนแรก
ขั้นตอนที่ 2 “หันกลับมาใช้สติ” ด้วยการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์เพื่อไตร่ตรองดูว่าจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไรบ้างจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยมีหลักสำคัญของขั้นตอนนี้คือ…ก่อนจะไตร่ตรองก็จะต้องทำความเข้าใจให้ดี ๆ ก่อนว่าการทำแบบนี้ไม่ใช่เพื่อโทษตัวเอง หากแต่ตรงกันข้าม เพราะวิธีนี้จะช่วย ทำให้เราหาสิ่งที่อาจจะผิดพลาดเจอ เพื่อที่จะพัฒนาตัวเราให้ดียิ่งขึ้น จากการรู้ข้อผิดพลาดและลงมือแก้ไข เพื่อให้ “ก้าวข้ามผ่านความผิดหวัง” หรือความล้มเหลว ไปให้ไวที่สุด
ถัดมา ขั้นที่ 3 “อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น” ซึ่งข้อนี้ก็สำคัญมาก เพราะการเปรียบเทียบอาจทำให้ตัวเราที่กำลังผิดหวังยิ่งหมดกำลังใจ และอาจทำให้กลายเป็นคนที่มีแต่ใจที่มีความอิจฉา ซึ่งย่อมไม่เกิดประโยชน์กับชีวิต ซ้ำยังเป็นการทำร้ายตัวเองทางอ้อมด้วย โดยวิธี “รับมือความผิดหวัง” ขั้นตอนนี้อาจเริ่มต้นจาก เปลี่ยนมุมมองใหม่ ต่อปัญหา เช่น เดิมที่เอาแต่คิดว่าทำไมเราโชคร้ายอย่างนี้ ก็ลอง มองปัญหาที่เกิดขึ้นว่าไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นจุดหมายที่จะต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ หรือมองว่าเป็นวัคซีนที่คอยกระตุ้นให้มีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาที่อาจจะตามมาอีก ซึ่งหากคิดได้เช่นนี้กับทุก ๆ ปัญหาที่เจอ…
วิธีนี้จะช่วย “ทำให้ชีวิตแข็งแกร่งขึ้น”
ต่อด้วย ขั้นที่ 4 “พยายามหาข้อดีในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” โดยข้อมูลในขั้นตอนนี้ระบุไว้ว่า…เพราะความคิดแง่ลบที่เกิดเมื่อเจอปัญหาหรือความผิดหวัง นอกจากบั่นทอนจิตใจแล้วยังไม่ทำให้อะไรดีขึ้น แต่ในทางตรงข้าม การมีความคิดแง่บวก…ถ้าจิตใจดีร่างกายก็จะดีด้วย และสุดท้าย ขั้นที่ 5 “เรียนรู้จากบุคคลอื่น”ไม่ว่าจะจากบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือจากบุคคลใกล้ตัวก็ได้ ว่า…เขาผ่านปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างไร โดย ขั้นตอนนี้ควรใช้ในช่วงที่ตัวเองอาจยังไม่มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค …เหล่านี้เป็น“แนวทางเพื่อไม่ให้ความผิดหวังทำร้ายชีวิต”ที่ทางคุณหมอท่านดังกล่าวแนะนำไว้
ทั้งนี้ นอกจาก “รับมือความผิดหวัง” แล้ว…ก็ยังมีอีกชุดข้อมูลน่าสนใจ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ คือ… “วิธีตั้งหลักชีวิตใหม่” เมื่อก้าวผ่านความผิดหวังมาได้ ซึ่งน่าพินิจเช่นกัน โดยเรื่องนี้ เฟซบุ๊ก MU Friends ของศูนย์ให้คำปรึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการจัดทำ-เผยแพร่ “เทคนิคสำคัญ” ตามคำแนะนำของ ผศ.นพ.ชยุติ วงศ์เลิศวิศวกร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่ได้แนะนำโดยระบุไว้ว่า… เมื่อผิดหวังจากสิ่งที่หวัง การตั้งเป้าหมายใหม่หรือมีความหวังครั้งใหม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ โดย “วิธีตั้งเป้าหมายใหม่” มีหลักการกว้าง ๆ ดังนี้…
“S-Specific” สร้าง ความเฉพาะเจาะจงที่มีขอบเขตแน่ชัดอย่างชัดเจน, “M-Measurable” คือตั้ง เป้าหมายที่สามารถวัดผลได้จริงเพราะถ้าสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไม่ชัดเจน วัดผลไม่ได้ ก็อาจทำให้ไม่รู้ว่าท้ายสุดแล้วเราถึงเป้าหมายนั้นหรือยัง, “A-Achievable” เป็นไปได้จริงตามบริบท ซึ่งจำเป็นอย่างมากที่การตั้งเป้าหมายจะต้องเป็นจริงได้ในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่ หรือเป็นไปได้ตามบริบทที่เป็นอยู่ เพราะถ้าตั้งเป้าหมายที่ไม่สามารถเป็นไปได้แล้ว เราก็อาจต้องเผชิญความผิดหวังเสมอ ๆ
“R-Relevant” ต้องสอดคล้องกับผลระยะยาว ตั้งเป้าหมายต้องสามารถเห็นผลได้ในระยะเวลาไม่นานเกินไป เพื่อให้มีกำลังใจจะบรรลุเป้าหมายนั้น โดยควรจะ ให้ผลที่สอดคล้องสนับสนุนกับผลลัพธ์ที่ได้ในระยะยาวเพื่อเป็นสิ่งเกื้อหนุนให้บรรลุถึงเป้าหมายระยะยาวของเราได้ดียิ่งขึ้น และสุดท้าย “T-Time-Bound” ต้องมีกรอบเวลาชัดเจน โดย ตั้งกรอบเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายให้ชัดเจน โดยแบ่งเป็นหน่วยเวลาย่อย ๆเช่น สัปดาห์ เดือน …เหล่านี้เป็น “วิธีตั้งหลักชีวิต” ที่ก็น่าสนใจ
“ผิดหวัง” นั้น “มีวิธีรับมือความผิดหวัง”
รับมือได้แล้วก็ “มีวิธีตั้งหลักชีวิตใหม่”
มี “หลักวิธี–คู่มือ…ใช้ได้กับทุกกรณี”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



