ตอนนี้ฟังหลายเสียงก็เวียนหัว รอศาลรัฐธรรมนูญแล้วกัน ว่าจะให้ว่าที่ สส.ชุดนี้ไปต่อ หรือให้กาบัตรใหม่ ( ใช้ผู้สมัคร สส.ชุดเดิม ) ให้เลือกตั้งใหม่ ( ออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ เริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด )
พรรคส้ม พรรคประชาชน ( ปชน.) แพ้การเลือกตั้ง หลายคนตกใจเพราะกระแสในอินเทอร์เนตแรงมาก ขนาดลูกพรรคบางคนกล้าท้าว่า พรรคได้ถึง 300 เสียง สส.แน่ ไปๆ มาๆ ได้แค่ร้อยต้นๆ .. ก็ต้องบอกว่า สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ “สิ่งที่คุณเชื่อกัน เพราะติดอยู่ในห้องเสียงสะท้อน ( echo chamber ) หรือไม่” คือได้ยินแต่เสียงคนนิยมพรรคส้มเหมือนกันจนคิดว่า “นั่นคือความจริงทั้งหมด” เสียงอินเทอร์เนตไม่ได้สะท้อนโลกความจริง
ความพ่ายแพ้ ที่คนพรรคส้มก็รู้ คือการได้ สส.เขตไม่เข้าเป้า พรรคส้มมีคะแนนบัญชีรายชื่อดี ก็ได้แค่ 100 เสียง สส. แต่เขตล่อไปถึง 400 เสียง ฟังแต่เสียงจากอินเทอร์เนตก็ได้กระแสจากกลุ่มเล่นเนต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองเขาก็คิดว่าส้มชนะ ..แต่เสียงในพื้นที่มีทั้งที่เสียงรณรงค์จากพรรค – หัวคะแนนธรรมชาติเข้าไม่ถึง ไปจนถึงเสียงที่เลือกจะเงียบ เพราะไม่อยากถูกกองเชียร์เดนตายจิกหัวเอามาด่าบนพื้นที่โซเชี่ยลฯ ใครถามตอบเลือกส้มไปให้พ้น ๆ
เช่นนี้ คือมีโอกาสที่ไม่ได้รับรู้“เสียงที่แท้จริง”จากในพื้นที่ ผลการเลือกตั้งก็เพี้ยนไปจากที่พรรค, กองเชียร์คิด
สส. พรรคส้มแพ้พวกบ้านใหญ่ที่ทำพื้นที่มานาน บ้านใหญ่ภูมิใจไทยบางแห่งนั้นแทบหมดหวังจะเจาะ อย่างบุรีรัมย์ อุทัยธานี อ่างทอง สตูล กระบี่ .. ขณะที่กระแสข่าวโจมตีพรรค ปชน.เรื่องการวางตัวผู้สมัครก็ออกมาเป็นระยะ ในทำนองว่า มี“โปลิตบูโร”หรือผู้มีอำนาจตัวจริงในการจิ้มเลือกคน ซึ่งบางทีขัดกับสาขาพรรคในจังหวัด
เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่โรงแรมรามาการ์เดน พรรค ปชน. นำโดย “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ประชุมถอดบทเรียน ข้อสรุปในวันดังกล่าว จากปากหัวหน้าเท้งคือ สาเหตุที่แพ้เลือกตั้ง “เราเห็นตรงกันคือพรรค ปชน. ต้องทำงานในพื้นที่ให้เข้มข้นมากขึ้น และเราก็เตรียมความพร้อมที่จะจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร หรือ อสส. ให้ครบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วทั้งประเทศ เพื่อเป็นหูเป็นตาให้ประชาชน สะท้อนปัญหาในพื้นที่ ส่งข่าวหากมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ที่หัวหน้าเท้งว่า น่าสนใจการจับซื้อเสียง การเลือกตั้งครั้งนี้ เรื่องซื้อเสียงถูกพูดถึงหนักที่สุดในรอบ 20 ปีก็ว่าได้
กลไกการทำงานที่จะทำให้การซื้อเสียงทำง่าย คือ“หัวคะแนนเข้ากันได้กับผู้มีอำนาจ” เป้าหมายอาสาสมัครของพรรคส้มจึงต้องเป็นไปถึงการสร้างผู้นำทางความคิดในสังคมใหม่ สอนการปฏิเสธการซื้อเสียง การเก็บหลักฐาน การรู้ตัวผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งอาจเป็นคนมีอำนาจในการปกครองหรือให้คุณให้โทษ และหาวิธีเฝ้าระวัง
หัวหน้าเท้งบอกต่อว่า “ต่อไปเราจะเร่งเคาะผู้สมัครให้เร็วที่สุด เพื่อให้แต่ละคนมีเวลาทำพื้นที่ให้ได้มากที่สุด การที่เราพอจะมีกลไกหรือตำแหน่งในสภา เราก็จะให้ผู้สมัครของเรามีที่ทางในการทำงานให้กับประชาชน ไม่ว่าเขาจะสอบได้หรือไม่ก็ตาม ( อันนี้น่าจะหมายถึงคนสอบตกจะได้ตำแหน่งพวกผู้ช่วย สส.) ย้ำว่า การแพ้เลือกตั้งมาจากการทํางานพื้นที่ ที่อาจตั้งรับไม่ดีพอ และทํางานเชิงรุกมากไม่เพียงพอในอดีต เมื่อถอดบทเรียนออกมา เราจึงเตรียมพร้อมจัดตั้งเครือข่าย”
วาทะที่น่าสนใจ “เมื่อฝั่งเขามีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ฝั่งเราก็พร้อมที่จะมีเครือข่ายอาสาประชาชน สร้างเครือข่ายของเรา ให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง” จะออกแบบกลไกที่ว่าอย่างไร ที่ต้องสู้กับอำนาจอิทธิพลเดิมในพื้นที่ที่ 1 ทั้งอยู่มานาน 2. มีกำลังทรัพย์ ..ให้นึกภาพเร็วๆ คือ การใช้สาขาพรรคทำพื้นที่ ช่วยเหลือภัยพิบัติต่างๆ ไปงานของชุมชน ไปในนามพรรค ไปเป็นกลุ่ม สลับหน้ากันไป ไม่ใช่ในนามตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
เสียงจากแฟนคลับส้มฝากมา ..ว่า ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ก็ต้องมาช่วย ช่วยมากๆ ด้วย เพราะพวกนี้ได้ผลประโยชน์จากคะแนนพรรค เอาคนที่รู้หน้า รู้งานมา ไม่ใช่โผล่มาโดยรู้จักแค่เฉพาะในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง .. ถ้าจะให้มี the professional มืออาชีพของพรรคประชาชน ก็ให้คนเหล่านี้ลงมาช่วยหาเสียง เสนอนโยบาย ไม่ใช่ชูคอรอเก้าอี้เสนาบดีเพราะพรรคเชิญมา
ประเด็นที่พรรคส้มโดนหมั่นไส้มาก คือ การที่ต้อง“มากกว่าใคร” เช่น การพูดถึงการทำงานของตัวเอง การคัดเลือกผู้สมัคร พอมีปัญหาเลยถูกเย้ยหยันหนัก …ถ้ามองด้วยใจเป็นธรรม โอกาสถี่ลอดตาช้างมันก็มี ผู้สมัครที่ไม่พึงประสงค์หวังเกาะพรรคก็ติดเข้ามาได้บ้าง แต่ต้องให้กำลังใจว่า“อย่าลดบาร์” ไม่งั้นต่อไปการเมืองก็พร่องคุณสมบัติผู้สมัครลงเรื่อยๆ เอาแค่ว่าให้สำรวจว่ามีความนิยมในพื้นที่นั้นไม่พอ ..อย่างไรก็ตาม กรณีผู้สมัครต้องคดีที่มหาสารคาม ทำให้เห็นว่า “กระบวนการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับผู้สมัครของพรรคไม่มากพอ” ก็ให้เป็นบทเรียน
คนพรรคส้มวันนี้จับมือกันแน่นๆ รอ“จนกว่าจะถึงวันของเรา” มีพายุที่จะต้องข้ามผ่านคือกรณี 44 สส.ก้าวไกลเสนอแก้ ม.112 ซึ่งการแก้ไขกฎหมายมันทำได้ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ แต่สิ่งที่พรรคส้มต้องสู้คือ “ข้อหาที่ว่า มีการรณรงค์เล่นเกมนอกสภา ดึงให้สถาบันลงมาเป็นคู่ขัดแย้ง” ซึ่งก็ไม่ทราบจะทำนายผลอย่างไรขอให้รอดูศาลฎีกา .. ถึง ป.ป.ช.สั่งฟ้อง ( ณ วันที่ 23 ก.พ. ป.ป.ช.ยังไม่มีคำสั่ง ) ศาลก็เห็นต่างจาก ป.ป.ช.ก็ได้ คดีนี้คงอีกเป็นปี
เรื่องนี้หัวหน้าเท้งรู้ตัว และพร้อมลงจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคไปทำหลังบ้านตลอด ตามรัฐธรรมนูญ หัวหน้าพรรคอันดับหนึ่งที่ไม่ใช่รัฐบาลต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้านด้วย หลายสายตาเล็งไปที่ “ไอติม”พริษฐ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ จะมาเป็นผู้นำพรรครุ่น 4 แต่ในภาวะการเมืองยังไม่นิ่ง หัวหน้าพรรคอาจต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วย เพื่อเป็นจุดขายที่แข็งแรง พร้อมหากมีสถานการณ์ต้องเลือกตั้ง ( อย่างเรื่องบัตรไม่เป็นความลับก็ถือเป็นสถานการณ์ได้ ) อายุที่ยังไม่ถึง 35 ปี ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้ ทำให้ต้องรอไปก่อน เดือนมีนาคมจะประชุมใหญ่พรรค คงเห็นตัวคนชัดเจนขึ้น
และต้อง“จัดการภาพลักษณ์” ไม่ใช่มุ่งแต่แก้รัฐธรรมนูญ แต่เพิ่มบทบาทอื่นให้แข็งแรง ภาพความเป็นมือเศรษฐกิจก็สำคัญ คนเก่งด้านเศรษฐกิจที่น่าจะชูบทบาทให้เด่นก็มี แล้วแต่พรรคจะชูขึ้นมาหรือเปล่า ..ส่วนภาพที่คงรักษาไว้เพราะดีอยู่แล้วคือการจัดการทุนเทา การตรวจสอบการลงทุนของรัฐ .
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



