กกต.ประกาศรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ สส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการแล้วเมื่อจำนวน 499 คน ยกเว้นสส.เขต 2 สุพรรณบุรี ที่ยังไม่ได้รับรองเพราะมีปัญหาจากกรรมการประจำหน่วย ( กปน.)
สส.ใหม่ทยอยเดินทางเข้ารับหนังสือรับรองการเป็นสส.เพื่อไปรายงานตัวต่อสภา บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ส่วนเรื่องคดีทุจริตการเลือกตั้ง ก็ยังเดินหน้าสอบสวนต่อไปได้หากพบความผิดจริง กกต.สามารถสอยสส.ที่ถูกล่าวหาทีหลังได้
ท่ามกลางเสียงคาใจเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ทั้ง “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเขย่ง” ยังฝุ่นตลบไม่จาง จากการฟ้องร้องกันไปมา จนทำให้มีการรวมตัวของคนคาใจ ทั้งนักวิชาการ – ภาคประชาชน ที่เคลือบแคลงสงสัยต้องออกมาจัดอีเว้นท์


คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี “นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” ประธานคณะกรรมาธิการฯ จับมือ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “สมชัย ศรีสุทธิยากร รวมไปถึง นักวิชาการ-ภาคประชาชน
ปธ.กมธ.การพัฒนาการเมือง ได้ออกก่อนตัวว่า การทำครั้งนี้เพื่อศึกษา เชิงวิชาการ และหากพบข้อบกพร่องก็จะได้ให้หน่วยงานนำไปแก้ไขต่อไป ว่าการมี “บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย


เพราะมีกลุ่มบุคคลเหล่านี้มีบางคนได้ถูกกกต.ฟ้องดำเนินคดี กรณีที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถูกกกต.ชี้มูลว่า พยายาม ถอดรหัส “คิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่า ลงคะแนนให้กับผู้ใด ยัดข้อหาร้ายแรงเป็นพวกอั้งยี่ ซ่องโจร
แต่การจัดอีเว้นท์บัตรเลือกตั้งครั้งนี้ ผลปรากฏก็นำสู่การรับรู้ได้ว่าผู้มีสิทธิไปใช้สิทธิอย่างไร กลายเป็นเลือกตั้งไม่ลับ
แต่เรื่องร้อนๆของกกต.เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.69 ยังคาอยู่ในองค์กรอิสระ มีเป็นกระบุงโกย ทั้งที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ที่เหล่าบรรดานักร้องไปยื่นร้องให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของกกต.เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส เป็นธรรมหรือไม่ แต่เรื่องเหล่านี้ ต้องใช้เวลากว่าคดีจะจบ โอกาสที่ทำให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” ที่ฝั่งผู้แพ้รออยู่คงต้องร้องเพลงรอกันต่อไป
หลังจากนี้ก็เป็นช่วงจัดตั้งรัฐบาล “เน-หนู” เนวิน ชิดชอบ –อนุทิน ชาญวีรกูล 2 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งค่ายเซาะกราว จับมือ ชูธงเดินหน้าจัดตั้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน”
ดูตามไทม์ไลน์ คาดว่าจะเป็นช่วงเดือน มี.ค.นี้ จะเข้าสู่การตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามมาด้วยการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เริ่มเดินหน้าทำงานก็น่าจะอยู่ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.69

ถ้านับที่กกต.ประกาศรับรองสส.ในวันที่ 4 มี.ค. ก็คาดว่าน่าจะเปิด ประชุมรัฐสภาได้ในวันที่ 19 มี.ค. 69 จากนั้นตามกระบวนการเร็วสุด ปลาย มี.ค. เลือกประธาน-รองประธานสภาฯ ขึ้นมาทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี และนายกฯก็ไปจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)จากนั้นแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งดูแล้วเดือนเมษายน 69 น่าจะได้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่
สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใครๆ เชื่อมือ “ครูใหญ่ค่ายเซาะกราว” ที่วางหมากอ่านเกมขาด แม้จะมีปัญหาเรื่องบ้านใหญ่ ไม่เกินมือ “ผู้นำจิตวิญาณ พ่อใหญ่เน” ที่น่าจะเคลียร์ปัญหาบ้านใหญ่ได้ขนาดพรรคร่วมที่เข้ามาก็ยังต้องยอม หรือแม้กระทั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ตำนานคนแบกกล้วยเขาสภา ที่เคยประกาศเป็น 1 พันธมิตร พรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งและคิดเหิมเกริมตีกินหวังขย่มค่ายเซาะกราวทุบเก้าอี้รัฐมนตรี ถูกดีดกระเด็นออกจากวงพรรคร่วม
แต่ด้วยสถานการณ์สงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาบริหารประเทศโดยเร็ว จึงเป็นเหตุผลที่กกต.กล้าที่จะลุยไฟ ไม่สนข้อครหากกต.สีน้ำเงินแต่อย่างใด แม้จะค้านสายตาประชาชนก็ตาม

จากนี้ก็เป็นการเดินหน้าจัดตั้ง“รัฐบาลสีน้ำเงิน” ถือธงนำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่จะกลับเข้ามารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกครั้งถือเป็น สมัยที่ 2 ของ “เสี่ยหนู” ต้องแบกโจทย์หิน
เพราะสงครามสู้รบตะวันออกกลาง ระหว่าง “สหรัฐอเมริกา –อิสราเอล” จับมือถล่ม “อิหร่าน” ส่งผละกระทบต่อราคาน้ำมันโลกที่เจอกับสภาวะผันผวน อาจเกิด “โดมิโนเอฟเฟกต์” ต้องเตรียมรับมือ เพราะคนไทยต้องเจอกับผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลก กระทบต่อเงินในกระเป๋า-ปากท้อง
นอกจากนี้ยังมีคนไทยในต่างแดนที่รัฐบาลต้องวางแผนอพยพกลับบ้าน ถือเป็นเป็นโจทย์ใหญ่ที่ รัฐบาลสีน้ำเงิน จะต้องเตรียมการตั้งหลักวางแผนการรับมือให้ดี


ขณะที่การเมืองมีเกม หนาวๆ ร้อนๆ ออกมาหลังตำรวจสอบสวนกลาง ขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ “เบน สมิธ – แคทรียา บีเวอร์” ฐานความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และสมคบร่วมกันฟอกเงิน หลังพบพยานหลักฐาน ทั้งคู่ร่วมกับพวกหลอกลวงกลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติ ให้ร่วมลงทุนในหลากหลายโครงการ ทั้งในตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว และธุรกิจพลังงาน มีผู้เสียหายสูญเงินรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาท
และที่ก่อนหน้าก็ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดทรัพย์เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน” ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ขบวนการสแกมเมอร์ รวมกว่า 13,074 ล้านบาท
งานนี้ “วิฑูรย์ เก่งงาน” ทนายความของ “เบน สมิธ และภรรยา” เชื่อว่า มีความพยายามดึงคดีนี้ไปสู่ประเด็นทางการเมือง ทั้งที่เป็น “คดีทางแพ่ง”ไม่ได้เป็นคดีอาญา
โดยเป็นเรื่องของการผิดสัญญาในการทำธุรกิจเท่านั้น เป็นข้อยืนยันตามที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจและโบรกเกอร์เท่านั้น ไม่ใช่สแกมเมอร์
คดีนี้จึงถูกมองว่า “เบน สมิธ” ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะไปเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณให้เข้าร่วมรัฐบาล


แต่ถึงแม้พรรคเพื่อไทยได้เข้าร่วมรัฐบาลแต่ก็เป็นไม้ต่อในการจัดตั้งรัฐบาลข้ออ้างในความชอบธรรมในการจัดว่างตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยได้ตั้งการ์ดสูงในการวางตัวรัฐมนตรี
วางหลักตั้ง “ครม.ใหม่” ต้องตรวจสอบแบบเข้มข้น ยึดบรรทัดฐานจากศาลรัฐธรรมนูญที่วางไว้“ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-ไร้มลทิน ไม่ขัดผลประโยชน์ชาติ –ไม่คิดทรยศ” ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงโดยจริยธรรมร้ายแรง
หน้าตาครม.ใหม่ เวลานี้จึงถือว่าสำคัญมาก ในการบริหารงานต่อไปของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จึงต้องจับตาดูว่าครม.จะมีหน้าตาอย่างไร จึงเห็นความพยายามของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ในการเดินเกมคุมกระดานไม่ให้มีการพยศแตกแถว
เพราะในเมื่อตัวเองรู้ตัวว่า ต้นทุนความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา อยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน จึงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การเดินหน้าต่อของประเทศจะไปให้ทิศทางใด หน้าตาครม.ต้องดี ไม่ยี้ สามารถตอบโจทย์ประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนที่คาดหวังให้ได้
อีกทั้งประเทศยังต้องเผชิญกับสถานการณ์โลก ที่มีความตึงเครียดหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น สงครามในตะวันออกกลาง และความเปราะบางตามแนวชายแดน ไทย–กัมพูชา สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เพียงการ “เตรียมกำลัง”
แต่คือการ “เตรียมระบบของประเทศทั้งระบบ ให้สามารถป้องกัน-รับมือ- ลดความเสียหาย-ฟื้นฟู อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพราะในโลก ณ เวลานี้ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”
ดังนั้นต้องจับตาดูว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จะเป็นรัฐบาลที่ประชาชนคาดหวังและไว้วางใจให้บริหาร ประเทศในยามวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร.



