แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมคือ การแสวงหา ความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ถือเขาไม่ถือเรา พร้อมทั้งประกาศอย่างชัดเจนว่าจะยึดมั่นใน ความซื่อสัตย์สุจริต โดย “นายอนุทิน” แถลงหลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ขอ ให้คำมั่นสัญญา ต่อพี่น้องประชาชนว่าจะใช้ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ เพื่อประโยชน์สุข ของพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ
และจะควบคุม กำกับดูแลให้รัฐบาล อันประกอบไปด้วย คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน เป็นลำดับแรก และจะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน มีส่วนร่วมใน การทำงานของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ และมีส่วนร่วม กับการพัฒนาประเทศ ไทยอันเป็นที่รักของเรา
นอกจากนี้ในระหว่าง การแสดงวิสัยทัศน์ ระหว่างการประชุม ก่อน โหวตชิงเก้าอี้นายกฯ ตอนหนึ่งยังบอกอีกว่า ผมถือว่าทุกคน เป็นมิตรของผม เป็นเพื่อนที่ดี และยิ่งไปกว่านั้นก็คือเรามีเป้าหมายร่วมกัน ก็คือประโยชน์ของประเทศ และประชาชน ดังนั้นถ้าได้รับความไว้วางใจ ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ผมและรัฐบาลจะให้การสนับสนุนงาน ด้านนิติบัญญัติ ร่วมกับรัฐสภาแห่งนี้อย่างเต็มที่
ต้องยอมรับว่า รัฐบาลภายใต้ การนำของ “นายอนุทิน” ซึ่งมีเสียงสนับสนุน มากกว่า 290 เสียง มาด้วยความคาดหวังจากประชาชน หลังจาก ประสบความสำเร็จ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ในช่วงเป็นรัฐบาลครั้งแรก จากนโยบาย คนละครึ่งพลัส และควิกวินในเรื่องต่าง ๆ
รวมทั้งการบริหารจัดการ ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างไทย-กัมพูชา จนทำให้คนไทย ได้ผืนแผ่นดิน กลับคืนมาเกือบหมด จนได้รับความชื่นชม จากคนที่ หวงแหนอธิปไตยในบ้านเรา
ยิ่งช่วงนี้ประเทศไทย กำลังเผชิญภาวะวิกฤติ อันเนื่องมาจากผลกระทบ สงครามในตะวันออกกลาง จากการสู้รบระหว่าง “สหรัฐ–อิสราเอล กับอิหร่าน” ทำให้เกิดผลกระทบตามมา ทั้งเรื่องพลังงาน ราคาน้ำมัน และ ก๊าซ แม้จะยังไม่ถึงขั้นขาดแคลน แต่ก็ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลของประชาชน และเชื่อมโยงกับต้นทุน ในการผลิตสินค้าต่าง ๆ ดังนั้นการดูแลเรื่องเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ
แต่ด้วยบุคลิกและ ท่าทีหัวหน้ารัฐบาล ที่พร้อมเป็นมิตรกับทุกฝ่าย จะช่วยลดแรงกดดัน ทางการเมืองได้มากเลยทีเดียว รวมทั้งการประกาศ พร้อมให้การสนับสนุน งาน ทางด้านนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ที่มีส่วนทำให้การบริหารงาน เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัดปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อผู้นำรัฐบาล ยื่นมิตรไมตรี ให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเชื่อว่าไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะทำให้ฝ่ายตรวจสอบ ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะการผลักดันกฎหมาย ที่เป็น ประโยชน์กับประชาชน และประเทศ ใครที่เป็นตัวแทนของประชาชนก็ต้องให้การสนับสนุน
รวมทั้งการยึดหลัก การบริหารประเทศ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นหลักการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน ถ้าหากมีปัญหาเรื่อง ทุจริตคอร์รัปชัน เกิดขึ้น จะถูกต่อต้าน และไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน นำมาสู่วิกฤติศรัทธา ดังนั้นเมื่อหัวหน้ารัฐบาลยืนยัน การทำงานต้องเป็นไป ด้วยความโปร่งใส สังคมจะให้กำลังใจ และคอยจับตาดูว่า จะเป็นไปตามที่นายกฯ บอกกับสังคมไว้หรือไม่.
“เขื่อนขันธ์”



