เป็นโรคที่หลายคนกำลังกังวล เนื่องจากสถานการณ์ระบาดที่มณฑลเคนต์ (Kent) ประเทศอังกฤษ โดยมีผู้ป่วยสะสม 29 ราย กลุ่มอายุ 16-24 ปี ค่ามัธยฐานอายุ 19 ปี โดยสายพันธุ์ที่พบ คือ Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุไข้กาฬหลังแอ่น มีอยู่หลาย Serogroup โดยที่อังกฤษเป็นSerogroupB หรือ MenB มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นนักศึกษาชายอายุ 21 ปี และนักเรียนหญิงอายุ 18 ปี ยังเป็นวัยรุ่น เนื่องจากโรคนี้มีอาการรุนแรง โดยการแพร่เชื้อครั้งนี้มาจากไนต์คลับ ที่เมืองแคนเทอร์เบอรีเมื่อวันที่ 5-7 มี.ค.2569 โดยนักเรียนนักศึกษาไปรวมตัวกันที่ไนต์คลับ เมื่อรับเชื้อจึงแพร่กระจายในสถานศึกษา 6 แห่ง คือ มหาวิทยาลัย 2 แห่ง โรงเรียนมัธยม 4 แห่ง ทั้งนี้ มีรายงานพบผู้ป่วยทารก 9 เดือน 1 ราย แต่ยังไม่พบความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยาชัดเจน

โดยที่นั่นมีมาตรการติดตามผู้สัมผัส คัดกรองและเฝ้าระวังเชิงรุกรวมกว่า 3 หมื่นคนในพื้นที่มณฑลเคนต์ และให้ยาปฏิชีวนะป้องกัน (PEP) ให้กับกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดและผู้ที่ไปใช้บริการไนต์คลับแล้วกว่า 1 หมื่นโดส และฉีดวัคซีนป้องกันสำหรับสายพันธุ์ B แบบเจาะจงในสถานศึกษาที่พบผู้ป่วย 4,500 รายพญ.จุไร ระบุ

สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่โรคใหม่ โดยข้อมูล 10 ปีย้อนหลัง เราพบไข้กาฬหลังแอ่นทุกปีประมาณ 20 คนต่อปี โดยปี 2568 มีผู้ป่วยมากขึ้นอยู่ที่ 39 ราย ที่ต้องระวังคือ เมื่อรับเชื้อแล้วจะเสียชีวิตเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง แม้ได้รับการรักษา โดยเฉพาะรับยาปฏิชีวนะช้า โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 มี.ค.2569 มีผู้ป่วยสะสม 5 ราย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 60 ไม่พบรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อน กลุ่มผู้ป่วยพบมากอยู่ที่อายุ 0-4 ปี,40-49 ปี และ 20-29 ปีตามลำดับ

กรณีผู้ป่วยเราพบทุกปี และผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 3 ราย มีปี 2568 ที่ผ่านมาพบเสียชีวิต 5 ราย โดยอัตราป่วยและเสียชีวิตของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 13 ใกล้เคียงตัวเลขประเทศอื่น ๆ ที่ระบาดทั่วโลก

สายพันธุ์ของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นที่ตรวจพบในประเทศไทยปี 2560-2569 ช่วง 10 ปีพบเชื้อ SerogroupB หรือสายพันธุ์ B เป็นสายพันธุ์หลักอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2560-2565 พบ 8 ราย จากทั้งหมด 18 ราย คิดเป็น 44% ส่วนปี 2566 พบ 9 ราย จากทั้งหมด 9 ราย และปี 2568 พบ 7 ราย จากทั้งหมด 8 ราย และยังคงตรวจพบต่อเนื่องในปี 2569 อีก 2 ราย จากทั้งหมด
3 ราย ยังเป็นสายพันธุ์ B สายพันธุ์เดียวกับมณฑลเคนต์ ทั้งนี้ยังพบสายพันธุ์อื่น ๆ เช่นกันแต่น้อยกว่า

สำหรับข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้กาฬหลังแอ่นปี 2569 จำนวน 5 ราย เป็นเพศชาย 4 ราย และเพศหญิง 1 ราย เป็นคนสัญชาติไทยทั้งหมด โดยข้อมูลผู้เสียชีวิต 3 ราย พบว่าเป็นเพศชาย 2 ราย เพศหญิง 1 ราย โดยชายไทยอายุ 47 ปี จ.น่าน เพศหญิงอายุ 23 ปี จ.อุดรธานี และรายล่าสุดทารกแรกเกิดชายไทย จ.นนทบุรี โดยผู้เสียชีวิต 2 รายที่เป็นผู้ใหญ่ พบสายพันธุ์ B ซึ่งพบได้บ่อย แต่ทารกชายอายุ
7 เดือน เป็นสายพันธุ์ SerogroupY ซึ่งพบได้น้อย

“โรคนี้จึงประมาทไม่ได้ เป็นโรคจากเชื้อแบคทีเรีย มี 13 Serogroup แต่ไทยพบบ่อยที่สุดคือ B และ Y ที่อันตรายคือ ทำให้เกิดอักเสบแบบลุกลาม เข้ากระแสเลือดไปเยื่อหุ้มสมองได้ ระยะฟักตัวของโรคนี้ประมาณ 2-10 วัน เฉลี่ย 3-4 วัน โดยการแพร่มาจากละอองฝอย ไอ จาม ใช้สิ่งของร่วมกันลักษณะแพร่เชื้อคล้ายไข้หวัดใหญ่ และโควิด ยังพบว่า 5-10% ของประชากรอาจมีเชื้ออยู่โดยไม่แสดงอาการและอาจเป็นพาหะได้”

อาการของโรค ผู้ป่วยมักจะมีไข้มากก่อน 2-3 วัน มีผื่นขึ้น ลักษณะจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำ มีรูปร่างคล้ายดาวกระจาย มักเป็นช่วงลำตัวส่วนล่าง ขา เท้า กลุ่มเสี่ยง จะมีผู้มีโรคประจำตัว ม้ามทำงานไม่ค่อยดี ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้อยู่รวมกันในสถานที่แออัด เด็กเล็ก ต่ำกว่า 5 ปี มีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์

ขอย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการระบาดเช่นอังกฤษ และเคสที่เกิดในไทยไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดในอังกฤษ เพียงแต่เตือนว่า ผู้จะเดินทางไปต่างประเทศต้องเช็กข้อมูลก่อนเดินทางไปประเทศที่มีรายงานพบเชื้อหรือระบาดบางพื้นที่ ต้องระวังและปฏิบัติตัวป้องกันอย่างเคร่งครัด เช่น สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงใช้ของร่วมกัน หรือสถานที่แออัด รักษาสุขอนามัย เป็นต้น

ส่วน การฉีดวัคซีนนั้น ในประเทศไทย มี 2 กลุ่ม คือ 1.วัคซีนรวม 4 สายพันธุ์ Serogroup A C W และ Y และ 2. วัคซีนกรุ๊ป B เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยของไทยยังน้อย จึงไม่แนะนำทั่วไป แต่จะแนะนำกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีโรคบางอย่างที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ใช้ยากดภูมิ อาจพิจารณาเพิ่มเติมในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้เดินทางแสวงบุญ (ฮัจย์/อุมเราะห์) ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ส่วนนักเรียนนักศึกษาจะไปเรียนต่อแนะนำให้ฉีดวัคซีน แต่ต้องดูว่าเป็นวัคซีนชนิดไหน ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการต้องสัมผัสเชื้อโดยตรง และการไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากด้วย.