มิอาชา กิลเลียม-เอล พยาบาลวัย 37 ปีและคุณแม่ลูกหก ทรุดตัวลงคุกเข่าที่หน้าบ้านในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เธอจำได้เพียงวินาทีที่รถพยาบาลมาถึงและความรู้สึกที่ว่า “ฉันจะตายแบบนี้ไม่ได้” ก่อนที่สติจะดับวูบไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์

“ฉันรู้ตัวอีกทีคือตอนที่วิญญาณหลุดออกจากร่าง ฉันลอยอยู่เหนือตัวเอง เห็นหมอกำลังปั๊มหัวใจ เห็นหน้าจอแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจกลายเป็นเส้นตรง” มิอาชากล่าวถึงเหตุการณ์ในปี 2555 เมื่อหัวใจเธอหยุดเต้นจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหลังคลอด “จากนั้นฉันก็ถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์ มันสงบมาก ฉันเดินจูงมือใครบางคนอยู่ และได้ยินเพียงเสียงบทสวดจากพระคัมภีร์…”

ปริศนาของประสบการณ์เฉียดตายว่าเป็นเพียงการทำงานผิดปกติของสมองหรือโลกหลังความตายมีอยู่จริงนี้ กลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในแวดวงวิทยาศาสตร์ เมื่อปีที่ผ่านมาทีมนักวิจัยจากเบลเยียม สหรัฐ และเดนมาร์ก ได้นำเสนอแบบจำลองที่ชื่อว่า NEPTUNE (Neurophysiological Evolutionary Psychological Theory Understanding Near-death Experience) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Reviews Neurology โดยพยายามอธิบายว่า ประสบการณ์เฉียดตาย (Near-Death Experience หรือ NDE) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพในสมอง

พวกเขาอธิบายว่า เมื่อหัวใจหยุดเต้นจะส่งผลให้ออกซิเจนในสมองลดลง แต่คาร์บอนไดออกไซด์พุ่งสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ส่วนความรู้สึกที่คล้ายกับประสบการณ์นอกร่างกาย อาจเกิดขึ้นที่บริเวณรอยต่อสมองส่วนข้างและส่วนขมับ (Temporoparietal Junction) ซึ่งเป็นศูนย์กลางระดับสูงสำหรับการประมวลผลข้อมูลทางประสาทสัมผัสและช่วยในการแยกแยะ

งานวิจัยยังพบว่า การกระตุ้นไฟฟ้าที่จุดเชื่อมต่อสมองส่วนข้างและส่วนขมับสามารถทำให้คนรู้สึกเหมือนเกิด “ร่างแยก” หรือรู้สึกว่าตัวเอง “ลอย” ออกจากร่างได้ จากนั้น สมองจะหลั่งสารสื่อประสาทที่ควบคุมความรู้สึกและภาพจำ สร้างภาพอุโมงค์หรือแสงสว่างที่ปลายทางให้เกิดขึ้นในการรับรู้ของสมอง

อย่างไรก็ตาม บรูซ เกรย์สัน และ มาเรียตา เพลิวาโนวา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ได้ออกมาคัดค้านแบบจำลองนี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่า อาศัยเพียงกลไกการทำงานสมองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายความซับซ้อนของเหตุการณ์ได้ เช่น การที่ผู้ป่วยสามารถจำรายละเอียดเหตุการณ์ในห้องฉุกเฉินได้แม่นยำ หรือการพบเจอญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งต่างจากภาพหลอนที่เกิดจากการกระตุ้นไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง

เจฟฟรีย์ ลอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและผู้ร่วมเขียนหนังสือ “Evidence of the Afterlife: The Science of Near-Death Experiences” รวมถึงศึกษาเคสเฉียดตายมามากกว่า 4,000 ราย กล่าวว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการทำงานของระบบย่อยอาหารหรือกลไกพื้นฐานในร่างกาย แต่มันคือคำถามที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ 

“เรามีหลักฐานไหมว่าจิตวิญญาณของเราจะอยู่รอดหลังความตายทางกายภาพ? และหลักฐานนั้นแข็งแรงแค่ไหน?” เขาตั้งคำถาม

สำหรับผู้ที่ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมา ผลลัพธ์ที่ได้มักจะคล้ายกัน คือพวกเขา “กลัวความตายน้อยลง” มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น และหันมาสนใจเรื่องจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง

ในขณะที่นักวิทยาศาตร์บางกลุ่มมองว่าเรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเพียงหัวข้อที่เย้ายวนผู้คนให้หลงเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ แต่นักวิจัยอย่าง ชาร์ลอตต์ มาร์เชียล จากเบลเยียม กำลังเดินหน้าศึกษาเชิงรุก โดยการบันทึกวิดีโอและตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ของผู้ป่วยตั้งแต่วินาทีที่ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นในสมองในช่วงรอยต่อระหว่างความเป็นและความตาย

“ความตายคือกระบวนการอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจบไปในทันที” มาร์เชียลกล่าว “ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างที่หัวใจหยุดเต้น ระดับออกซิเจนจะลดลง ซึ่งส่งผลให้การทำงานของสมองลดลงตามไปด้วย แต่พอถึงจุดหนึ่ง เรากลับพบว่ามีกิจกรรมทางไฟฟ้าในสมองพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จากนั้นจึงจะเห็นสัญญาณที่บอกว่าสมองหยุดสั่งการไปในที่สุด”

แต่สำหรับกิลเลียม-เอล ประสบการณ์เฉียดตายของเธอจบลงเมื่อมีเสียงอันทรงพลังบอกเธอว่า “ยังไม่ถึงเวลา” ก่อนที่เธอจะรู้สึกว่าถูกดึงกลับเข้าร่าง มองเห็นทุกอย่างพร่าเลือนท่ามกลางแสงไฟจ้าในห้องพยาบาล และความกังวลว่า คนอื่นๆ จะไม่ยอมเชื่อ หากเธอเล่าให้พวกเขาฟังถึงประสบการณ์ครั้งนี้ 

ที่มา : washingtonpost.com

เครดิตภาพ : Pixabay / Tung Lam