เมื่อกล่าวถึงภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาพที่มักปรากฏในหนังสือหรือรายงานภาครัฐ คือ ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่พังเสียหาย พื้นที่เกษตรที่ถูกน้ำท่วม หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู ในความเป็นจริงความสูญเสียที่ลึกซึ้งและรุนแรงที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตีราคาเป็นตัวเงินได้ ที่เรียกว่า “ความสูญเสียและความเสียหายที่ไม่ใช่เชิงเศรษฐกิจ (Non-Economic Loss and Damage: NELD) ครอบคลุมตั้งแต่การสูญเสียชีวิต สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ การสูญสิ้นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเสื่อมสลายของระบบนิเวศ ไปจนถึงการสูญเสียความสัมพันธ์ในชุมชนและความรู้สึกผูกพันต่อถิ่นฐาน สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่มี “ราคาตลาด” แต่กลับเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตมนุษย์ และเมื่อสูญเสียไปแล้ว บางครั้งไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ เราจะ “วัดผล” ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านี้อย่างไร เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือและวางนโยบายอย่างเหมาะสม ปัจจุบันจึงเริ่มมีการพัฒนาเครื่องมือและวิธีติดตามผล NELD ในหลายมิติ ทั้งการประเมินด้านสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตไม่ได้จำกัดเพียงจำนวนผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บอีกต่อไป แต่เริ่มใช้แบบประเมินมาตรฐานสากล WHO-5 วัดสุขภาวะทางจิตเชิงบวก และ Kessler 10 ประเมินระดับความทุกข์ทางจิตใจ เครื่องมือเหล่านี้สะท้อนว่าภัยพิบัติอาจทิ้งบาดแผลทางอารมณ์และความเครียดสะสมไว้กับชุมชน แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้วก็ตาม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างภาพถ่ายดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำมาใช้ติดตามการเสื่อมสภาพของพื้นที่ป่าชายเลน แนวปะการัง หรือโบราณสถานสำคัญ ให้สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างต่อเนื่อง ด้านทุนทางสังคม นักวิจัยจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่และรับฟังเสียงของชุมชนผ่านกระบวนการ “Most Significant Change” (MSC) ซึ่งเป็นการเก็บเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อค้นหาว่าสิ่งใดคือคุณค่าที่ชุมชนหวงแหนที่สุด และภัยพิบัติได้พรากสิ่งเหล่านั้นไปอย่างไร

กรณีศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร สะท้อนภาพของ NELD ได้อย่างชัดเจน ความเสียหายไม่ได้มีเพียงแค่พื้นที่ดินที่ถูกทะเลกลืนกิน แต่ยังรวมถึง “ทุนทางสังคม” ที่ค่อย ๆ พังทลายลง ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีเงินเพียงพอสำหรับสร้างเขื่อนป้องกันคลื่น จึงต้องกู้หนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่บางครัวเรือนพยายามสร้างแนวป้องกันน้ำด้วยตนเอง ส่งผลให้แรงคลื่นกระทบบ้านข้างเคียงและก่อให้เกิดความขัดแย้งในชุมชน ความสัมพันธ์ที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันกลับแตกร้าวลงจากการดิ้นรนเอาตัวรอด เช่นเดียวกับบทเรียนจากมหาอุทกภัยปีพ.ศ. 2554 แม้ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะได้รับการสรุปและชดเชยไปแล้ว แต่ผลกระทบด้านสุขภาพจิตยังคงหลงเหลืออยู่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เผชิญน้ำท่วมขังเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อภาวะป่วยทางจิตสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังเผชิญปัญหาด้านความจำและการรับรู้ที่ถดถอยลงในระยะยาว ซึ่งเป็น “ความเสียหายแฝง” ที่แทบไม่ถูกนับรวมในระบบการเยียวยาแบบเดิม

ในมิติสิ่งแวดล้อม ความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้แนวปะการังของไทยเกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวซ้ำซาก แนวปะการังไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยวหรือทรัพยากรเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น “มรดกทางธรรมชาติ” ที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศทางทะเล การสูญเสียเหล่านี้ไม่อาจฟื้นคืนได้ง่ายด้วยการปลูกปะการังใหม่เพียงอย่างเดียวจนสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มมีการใช้เทคนิคธนาคารพันธุกรรมและการแช่แข็งตัวอ่อนเพื่อรักษาความหลากหลายของสายพันธุ์เอาไว้

ดังนั้น การวัดความเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสถิติหรือวิชาการ แต่เป็นหัวใจสำคัญของ “ความยุติธรรมทางภูมิอากาศ” เพราะช่วยให้สังคมมองเห็นว่า ผู้เปราะบางต้องแบกรับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ สะท้อนการที่ประเทศไทยเริ่มนำตัวชี้วัดด้านสุขภาพจิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่แผนระดับชาติ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเยียวยาในอนาคตครอบคลุมทุกมิติของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงการชดเชยด้วยตัวเลขทางการเงินเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง

          1. The case for a values-based understanding of loss and damage, the International Centre for Climate Change and Development (ICCCAD)

          2. Non-Economic Loss and Damage in the Context of Climate Change Understanding the Challenges, German Development institute

          3. The United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

#กรมลดโลกร้อน #DCCE