เมื่อวันที่ 20 ก.ย. น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า การประชุม กมธ.ดีอีเอส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พิจารณาวาระต่อเนื่องถึงการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมสื่อสาร ณ ตำแหน่งวงโคจร 120 องศาตะวันออกให้กับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เมื่อช่วงปี 2554-2555 หลังจากหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตการให้ใบอนุญาตดังกล่าวกับบริษัทไทยคมฯ ไม่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย และทับซ้อนกับการสัญญาสัมปทาน ซึ่ง กมธ.ดีอีเอสได้เชิญ นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ อดีตรองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ฐานะอดีตประธานอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการอนุญาต และกำกับดูแลกิจการบริหารดาวเทียมสื่อสาร และนายโสรัจจ์ แรกสกุลชัย อดีตผู้อำนวยการส่วนงานคดีปกครองด้านโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายโทรคมนาคมในขณะนั้น เข้าชี้แจง

น.ส.กัลยา กล่าวต่อว่า จากข้อมูลเบื้องต้น ผู้ชี้แจงยืนยันการออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการกับบริษัทไทยคมฯ ในขณะนั้น เป็นคนละส่วนกับการให้สัญญาสัมปทาน และการออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้กับบริษัทไทยคม ฯ ภายใต้อำนาจของ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในยุคนั้น ปฏิบัติภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ซึ่งบริบทในตอนนั้นต่างจากบทบัญญัติ และอำนาจของ กสทช.หลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.กสทช.หลายครั้ง ตลอดจนการเปิดเสรีดาวเทียมในภายหลัง อย่างไรก็ ดียังมีประเด็นที่ กมธ. ต้องพิจารณาเพิ่มเติมจึงขอนัดประชุม กมธ. พิจารณาเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของผู้ชี้แจงนั้น นายธานีรัตน์ ระบุว่า การที่ กทค. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนกสทช. ในขณะนั้นได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ให้กับบริษัท ไทยคมฯ เป็นการใช้อำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการอนุญาตและกำกับดูแลในกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งคลื่นความถี่ที่ถือเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ โดยหน้าที่สำคัญ คือการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียม และดูแลการให้บริการดาวเทียม ซึ่งการออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการดาวเทียมดังกล่าวนั้น เป็นไป ภายใต้กรอบของกฎหมายที่ให้อำนาจหน่วยงานคือ กสทช. ดำเนินการ และมีคำพิพากษาของศาลปกครองในคดี หมายเลข 546/2550 วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่า การประกอบกิจการดาวเทียมถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมและอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ทั้งนี้ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการนั้น เป็นคนละกรณีกับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ที่ต้องเข้าสู่ระบบประมูล

ขณะที่ นายโสรัจจ์ ชี้แจงเสริมว่า กสทช. มีอำนาจตามกฎหมายในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้มีองค์กรอิสระดูแลและกำกับกิจการโทรคมนาคมการจัดสรรคลื่นความถี่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและประเทศชาติรวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมและ พ.ร.บ.กสทช. พ.ศ. 2553 และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการฯ พ.ศ. 2544 สำหรับหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการนั้น กสทช. ดำเนินการภายใต้กฎหมายแม่บทที่ให้อำนาจข้างต้นและมีอนุบัญญัติซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการรองรับทั้งสิ้นโดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศ และรักษาวงโคจรของชาติเป็นสำคัญ

“ที่ตั้งข้อสังเกตว่าการออกใบอนุญาต ทับซ้อนกับสัญญาสัมปทานหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงสัญญาสัมปทานและใบอนุญาตประกอบกิจการเป็นคนละส่วนกัน โดยวงโคจรที่ 120 องศาตะวันออก เป็นการขออนุญาตจาก กสทช. ตามระบบกฎหมายใหม่นอกเหนือจากสัญญาสัมปทานโดยจะต้องมาขอใบอนุญาตจาก กสทช.โดยการให้ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นอำนาจการพิจารณาของ กสทช.” นายโสรัจจ์ กล่าว

นายโสรัจจ์ กล่าวด้วยว่าใบอนุญาตที่อนุมัติให้บริษัท ไทยคมฯ เมื่อปี 2555 เป็นใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมมิใช่ใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือ พ.ร.บ.กสทช. พ.ศ. 2553 จึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว และไม่ต้องดำเนินการโดยวิธีการประมูลเช่นเดียวกับการประมูลคลื่นความถี่.