เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 ต.ค. 68 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ตอบกระทู้ถามสดของนายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เรื่อง การดำเนินการของนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า โครงการมีหลักการคล้ายเดิม คือเอาประชนที่มีรายได้ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่งไปซื้อของ แต่ด้วยความที่ภาวะเศรษฐกิจแย่มาก จึงตัดสินใจให้ 200 บาท คือรัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนใช้ 200 บาท ซึ่งเป็นงบที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้เพิ่มปัญหาภาระทางการคลัง โดยให้สิทธิประชาชน 20 ล้านคน โดยจะได้ประโยชน์ในเรื่องลดค่าครองชีพ ซื้อของ บริการรถสาธารณะ รวมถึงซื้ออาหารในตลาด ในส่วนของร้านค้าก็จะได้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราให้เฉพาะร้านขนาดเล็ก แม่ค้าขายหมูปิ้ง พ่อค้าในตลาดขายส้มตำ โดยเราจะไม่ให้ร้านใหญ่ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการให้เงินไปตกอยู่กับประชาชนจริงๆ รวมถึงนิติบุคคลเล็กๆ ก็สามารถร่วมโครงการด้วย โดยเดิมเราให้สิทธิเด็กตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป แต่โครงการนี้ให้ตั้งแต่อายุ 16 ปี ที่ส่วนมากเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของ “พลัส” ที่เพิ่มเข้ามา คนในระบบภาษีเราจะให้สิทธิ 2,400 บาท เพราะเงินที่นำมาใช้ในโครงนี้ ก็มาจากภาษี ดังนั้นเขาจะได้รู้สึกว่าได้ประโยชน์จากการเสียภาษีด้วย จะทำให้เรตติ้ง เอเจนซี่” (Rating Agency) หรือสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ทำหน้าที่ประเมินและให้คะแนนคุณภาพความเสี่ยงของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ หรือตราสารหนี้ เห็นว่าเราคำนึงถึงวินัยการคลัง และที่สำคัญคือการกระตุ้นสั้นได้ผลยาว คือจะมีการเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้า โดยมีการสอนทักษะการขายออนไลน์ จากที่ขายอยู่ในตลาด ก็สามารถขายในออนไลน์ได้เพื่อให้มีรายได้ที่ยั่งยืน และเราจะมีการให้ทำบัญชีแบบง่ายๆ เหมือนบัญชีครัวเรือน จะทราบเลยว่าซื้อวัตถุดิบมาเท่าไหร่ โดยกระทรวงการคลังกำลังติดต่อธนาคาร เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อได้โดยตรง หากทำบัญชีได้ถูกต้องก็สามารถปล่อยสินเชื่อได้เลย เป็นการแก้ปัญหาหนี้สินในครัวเรือนได้ในระยะยาว

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังคำนึกถึงประชาชนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนในการลงทะเบียนเข้าโครงการนี้ โดยใช้ระบบบัตรสวัสดิการประชาชน เพราะส่วนใหญ่กลุ่มนี้เป็นคนระดับล่างที่ไม่มีแม้แต่เงินจะกิน จะใช้ ประมาณ 13.4 ล้านคน ซึ่งเราจะทำควบคู่โดยการเติมเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการ จากเดิมได้เดือนละ 300 บาท จะเติมเพิ่มเข้าไปอีก 1,700 บาท ให้เป็น 2,000 บาท เริ่มใช้ได้วันที่ 29 ต.ค.-30 ธ.ค. 68 โดยสามารถใช้ได้ทันที โดยวันที่ 15 ต.ค. 68 จะเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียน เรามีร้านเดิมอยู่ในระบบ ก็จะนำมาใช้ด้วยโดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ สำหรับร้านค้าที่เข้าเกณฑ์ คือ ร้านอาหาร เครื่องดื่มทั่วไป ผู้ประกอบการบริหารนวด สปา ทำผม ทำเล็บ ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะรวมถึงแท็กซี่ รถขนส่งที่มีใบขับขี่สาธารณะ

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวต่อว่า สำหรับประชาชน 20 ล้านสิทธิที่ไม่ได้มีบัตรสวัสดิการ จะได้ลงทะเบียน วันที่ 20-26 ต.ค. 68 ผ่านระบบเป๋าตังที่มีอยู่แล้ว ใครที่เคยลงอยู่แล้วก็จะง่ายเพราะทำแค่ยืนยันสิทธิ และจะเริ่มใช้ได้ทันทีเช่นเดียวกับบัตรสวัสดิการ ส่วนความกังวลของผู้ประกอบการรายเล็กในเรื่องภาษี ไม่ต้องกังวลว่าจะไปตามเก็บภาษีย้อนหลัง และอยากให้คิดถึงประเทศว่าภาษีเป็นเรื่องสำคัญ และอยากให้เข้าตามระบบได้ถูกต้อง เพื่อให้ประเทศเรามีความยั่งยืนในระยะยาว

ส่วนกรณีประชาชนที่ไม่มีทั้งบัตรสวัสดิการและสมาร์ตโฟนนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ทางกระทรวงการคลังมีการทบทวนอยู่เรื่อยๆ โดยมีสวัสดิการอื่นๆ อยู่แล้วสำหรับคนนอกระบบ โดยมีนโยบายเรื่องการออมกับการลดหนี้สินภาคประชาชน เราพยายามใช้งบที่สถาบันการเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟู โดยนำเงินส่วนนี้ไปซื้อหนี้ออกมาผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ จะทำให้ประชาชนที่ถูกตามหนี้ในระบบ สามารถบริหารจัดการยืดหนี้ได้มากขึ้น สอนเขาให้เป็นคนดี มีวินัยมากขึ้น คือนโยบาย “สินเชื่ออารีย์สกอร์” โดยไม่ต้องกลัวเรื่องเครดิตบูโร เป็นโครงการที่ทำให้เข้าถึงสินเชื่อเพื่อลดดอกเบี้ย

นายเอกนิติ กล่าวถึง การออมในรูปหวยสลาก โดยยืนยันว่าโครงการนี้ไม่เหมือนหวยเกษียณ คือซื้อหวยปกติ แต่รัฐจะคืนเงินบางส่วนให้กับผู้ซื้อ ในลักษณะเงินออม โดยเราจะนำไปสะสมเป็นเงินออมระยะยาว จะสามารถถอนได้ตอนอายุ 55 ปี และสามารถนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินธนาคารได้หากมีความจำเป็นเร่งด่วน.