เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ให้รพ.เอกชน ต้องติดประกาศราคายาให้ผู้ป่วยทราบ ว่า ปัจจุบันทางพาณิชย์ให้รพ.เอกชนต้องเปิดเผยราคายาอยู่แล้ว ส่วนตามพ.ร.บ.สถานพบาบาล พ.ศ.2541 ก็กำหนดให้สถานพยาบาลต้องแจ้งราคายา และค่าบริการอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถควบคุมได้คือเรื่องของราคายา เรื่องราคาเท่าไหร่นั้น เป็นไปตามกลไกตลาดภายใต้ควบคุมดูแลของกระทรวงพาณิชย์
 
“ตามพ.ร.บ.สถานพยาบาลมีการกำหนดว่าสถานพยาบาลเอกชน จะต้องแจ้งราคาค่าบริการให้กับประชาชนผู้รับบริการได้รับทราบในสถานพยาบาลที่สามารถเห็นได้ชัด ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษทั้งจำและปรับ”นพ.ภานุวัฒน์กล่าว 
 
ภก.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า โดยปกติแล้วการกำหนดราคากลางของยาที่จำหน่ายในประเทศไทย จะมีคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ซึ่งอย. เป็นเลขานุการ ทั้งนี้การกำหนดราคาเพื่อให้เป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมจัดซื้อยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมตามสภาพการแข่งขันของตลาดยา แต่ไม่ใช่ยาทุกตัวจะมีการกำหนดราคากลาง การกำหนดราคากลางส่วนใหญ่จะเป็นยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติและยาที่สำคัญ ในรพ.รัฐ ส่วนรพ.เอกชนนั้นจะซื้อตรงผ่านบริษัทผู้จำหน่ายยาที่มีใบอนุญาตจาก อย. ซึ่งการกำหนดราคากลางของรัฐไม่สามารถเข้าไปถึงตรงนี้ได้ แต่กระทรวงพาณิชย์สามารถนำข้อมูลนี้ไปประกอบในการกำหนดราคายาของภาคเอกชนได้   
 
ด้าน นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมรพ.เอกชน กล่าวว่า ปกติ รพ.เอกชนจะมีการประกาศราคา และส่งทางกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้วในรูปแบบข้อมูลดิจิทัล และติดคิวอาร์โค้ดหน้าแผนกการเงินเพื่อให้ตรวจสอบราคาได้ด้วย ส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ต้องการให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น อาจออกมาในรูปแบบปริ้นเป็นกระดาษหรือทำอย่างไรให้เห็นชัดเจน รพ.หลายแห่งสามารถดำเนินการได้ ส่วนประเด็นการไปซื้อยาข้างนอกนั้นอยู่ที่คนไข้ว่า มั่นใจในรพ.ก็ไม่ไปซื้อข้างนอก แต่หากต้องการทุ่นเงินก็ซื้อยาข้างนอก เพราะรพ.จะมีต้นทุนเยอะ ทั้งเภสัชฯ การเก็บรักษายา การบริหารจัดการยา ทำให้ราคาแตกต่างได้
 
“ท่านศุภจี  ท่านเปิดโอกาสให้คนไข้มีโอกาสเลือกได้  โดยจะทำในลักษณะ MOU ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเป็นตัวแทนในการหารือ แต่ก็มีหลายแห่งที่จะมาร่วมหารือกัน คาดว่า จะประชุมถึงรายละเอียดต่างๆ ในวันที่ 7 ต.ค.2568 ที่กระทรวงพาณิชย์” นพ.ไพบูลย์ กล่าว และว่า ปัจจุบันสมาคมรพ.เอกชน มีสมาชิก 354 แห่ง หากทำ MOU ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ก็จะมีรพ.เอกชนหลายแห่งเข้าร่วม ซึ่งทุกแห่งพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ส่วนที่มีคนมองว่านโยบายของรมว.ศุภจี ต้องการให้ผู้ป่วยสิทธิอื่นๆที่มีกำลังจ่ายสามารถใช้บริการรพ.เอกชนในราคาเหมาะสม ไม่ต้องรอคิว และลดความแออัดในรพ.รัฐ นั้นก็เป็นวิสัยทัศน์ที่ดี เพื่อลดความแออัดในรพ.รัฐ แต่การใช้บริการรพ.เอกชนต้องชัดเจนในเรื่องราคา
 
ขณะที่ ศ.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมรพ.เอกชน กล่าวว่า ตนได้รับหนังสือแจ้งจากสมาคมรพ.เอกชนเชิญเข้าร่วมหารือเรื่องนี้ในวันที่ 7 ต.ค.นั้น ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร ไม่ได้มีเนื้อหาที่แตกต่างจากเดิมที่ดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของการตรวจสอบราคายา ห้ามขายเกินราคาประกาศ โดยปัจจุบันผู้รับบริการสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดที่รพ.เพื่อทราบราคาได้อยู่แล้ว และคนไข้มีสิทธิขอใบสั่งยาไปซื้อยาข้างนอกรพ.ได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือ หากคนไข้ที่ไปนำใบสั่งยาไปซื้อเอง แล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมาใครรับผิดชอบ เพราะเป็นการซื้อยามารักษาตัวเองแม้จะเป็นไปตามใบสั่งแพทย์ก็ตาม.