ลุกลามบานปลาย จนไม่รู้ว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร จากกรณีคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ปช.)  ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะรถที่นำมาก่อเหตุเป็นของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)  แต่ที่ร้อนแรงคือ “พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในระหว่างแถลงผลการสอบสวน “น.อ.มนตรี โตประเสริฐ” นายทหารสังกัด กอ.รมน. ที่ให้ยืมรถราชการ สุดท้ายพบว่าเอาไปก่อเหตุยิงนายกมลศักดิ์  ซึ่งในการแถลงข่าว ช่วงหนึ่งถูกสื่อถามความเห็น ความเกี่ยวข้องของ กอ.รมน. กับการดำเนินการกับผู้เห็นต่าง พล.ท.นรธิป ตอบว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ประโยคดังกล่าวทำให้ถูกสังคมตั้งคำถามถึงเจตนาที่เอ่ยคำว่า “ไม่ปล่อยให้รอด”

นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์ที่ซ้ำเติมให้ “แม่ทัพภาค 4” ดูยิ่งมีปัญหามากขึ้น  หลังเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 69 สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ในฐานะผู้แทน สถาบันการศึกษาปอเนาะ และ โรงเรียนตาดีกา ในภาคใต้ ร่วมประชุมกำหนดท่าทีต่อกรณี  “พล.ท.นรทิป ที่กล่าวหาว่าเป็น แหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ซึ่งมองว่าเป็นการบิดเบือนและด้อยค่าสถาบันปอเนาะซึ่ง นายขดดะรี บินเซ็น” นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ระบุว่า การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยแม่ทัพภาคที่ 4 แสดงถึงความไม่เข้าใจ ต่อบริบทของพื้นที่อย่างรุนแรง และกระทบต่อความสงบสุขของจังหวัดชายแดนใต้ จึงเสนอให้นายกฯ สั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่ทันที  หลังจากนี้ตัวแทนสมาคมฯ จะยื่นหนังสือต่อ เลขาธิการ ศอ.บต. ขอให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 และยื่นหนังสือต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ รวมถึง ยื่นหนังสือต่อนายกฯ ที่จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในวันที่ 17 เม.ย.นี้

ขณะที่ “แม่ทัพภาคที่ 4” ชี้แจงกับสื่อว่า การพาดพิงสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา เป็นเพียงการกล่าวถึงสถาบันบางแห่งเท่านั้น ไม่ใช่การเหมารวมทั้งหมด เพราะมีข้อมูลว่าบางโรงเรียนหรือครูบางคน สอนโดยใช้ทัศนคติของตัวเอง พร้อมระบุว่า ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเรื่องนี้ กอ.รมน.ชุดใหญ่ และกระทวงศึกษาธิการต้องเข้าไปกำกับดูแล เพื่อ แก้ปัญหาความไม่สงบ ที่ต้นเหตุ ซึ่งการลงพื้นที่ของนายกฯ ในวันที่ 17 เม.ย.นี้ จะเสนอรายละเอียดเรื่องนี้ต่อนายกฯ ด้วย

ก่อนหน้านั้น “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีกำหนดการลงพื้นที่ ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 17 เม.ย. โดยระบุว่า  สิ่งแรกคือตนต้องไปทำให้เกิดความมั่นใจ  ซึ่งเรามีปัญหามากพออยู่แล้ว กับการสู้รบกับ ผู้ก่อความไม่สงบ การใช้อาวุธมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเองในลักษณะลอบสังหาร ลอบทำร้าย ต้องไม่เกิดกับประเทศไทย ได้กำชับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ กอ.รมน. ว่า จะต้องเร่งดำเนินคดีและจับตัวผู้กระทำความผิด มาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ซึ่งเขาก็ดำเนินการไประดับหนึ่งแล้ว

“อาวุธของเรา กำลังของเรา ต้องมีไว้สู้กับคนที่ ไม่หวังดีกับประเทศไทย ไม่ใช่มาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ผมมีเงื่อนไขมีรูปแบบที่ได้กำชับ ไปยังฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมีการย้าย มีการเปลี่ยน วันนี้ไม่ใช่รัฐบาล 4 เดือนแล้ว วันนี้เป็นรัฐบาล 4 ปี ต้องแสดงผลงาน ต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล” นายอนุทิน กล่าว

พร้อมทั้งย้ำว่า “งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง” หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกฯ มีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกฯ ย้ายได้ จะย้ายให้ดู นายกฯ กล่าวและตอบคำถามว่า จะต้องวัดเคพีไอหรือไม่ว่า ไม่ต้อง จะประเมินของตนนี่แหละ ไม่ต้องไปเคพีไอที่ไหน ทำงานมาขนาดนี้แล้ว ได้รับความไว้วางใจ จากประชาชนขนาดนี้ ประเมินได้และมั่นใจว่าประเมินไม่ผิด

งานนี้ต้อง วัดใจหัวหน้ารัฐบาล จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีใครถูกสังเวย  ถูกการใช้อำนาจแต่งตั้ง โยกย้ายเป็นคนแรก  หลังเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการ ยังไม่ถึง 1 เดือน  ซึ่งที่ผ่านมา นายอนุทิน ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพมาตลอด

ในที่สุดมีความชัดเจนแล้ว  หลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ส่งสำนวนคดี 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.)  ซึ่งมี 10 สส. พรรคประชาชน (ปชน.) รวมอยู่ด้วย  โดยเฉพาะ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน  ติดอยู่ในโผดังกล่าวด้วย จึงมีข่าวพรรคส้มจะผลักดัน อาจารย์ต้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ระยะหลังจะเห็น “นายวีระยุทธ” ออกมาให้ความเห็นในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาวิกฤติพลังงาน เพื่อหวังโชว์ภาพให้เห็นว่า  มีความเชี่ยวชาญด้านปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ 

ด้าน “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้า หลัง ป.ป.ช. ยื่นสำนวนคดี 44 สส.พรรค ก.ก. เสนอชื่อแก้ไขประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ไปให้ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า เบื้องต้นได้รับ การประสานจากศาลฎีกา นัดประชุมพิจารณา รับคำร้องคดีในวันที่ 24 เม.ย.นี้ เมื่อถามย้ำว่าในวันนั้นคาดว่า ศาลจะมีคำสั่งในวันนั้นเลยหรือไม่ นายสุรพงษ์ ระบุว่า “เดี๋ยวท่านจะสั่งเอง”   

ซึ่งถ้าหาก ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง 10 สส. พรรค ปชน. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่  ยกเว้นจะมีคำสั่งเป็นแบบอื่น แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และอีก 2 คนที่เป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. จะเห็นว่า หลายคนเป็นตัวตึง  และมีบทบาทสำคัญในการอภิปราย  ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ในประเด็นต่างๆ 

หากบทสรุปคดี 44 สส. พรรค ก.ก. ออกมาในทางลบ ย่อมไม่เป็นผลดีกับแกนนำพรรคฝ่ายค้าน  อีกทั้งยังมีวิบากกรรมอื่นรออยู่อีก  โดย “นายศรีสุวรรณ จรรยา” ประธานองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางมา ยื่นหนังสือถึง กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้ยุบพรรค ปชน. จากกรณีที่ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. อดีตสมาชิกพรรค ปชน. เปิดเผยข้อมูลภายในของพรรค ปชน. ที่มีการจัดทำปฏิบัติการชี้นำข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด  ซึ่ง กกต.เรียกไปให้ข้อมูลแล้ว  นอกจากนี้ยังมี “นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร” นักวิชาการอิสระ ที่ไปยื่นร้องให้ตรวจสอบพรรค ปชน. ก็ออกมากล่าว ภายหลังเข้าให้ถ้อยคำ ต่อคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของ นายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 2  โดยขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) พิจารณายุบพรรค ปชน. พร้อมดำเนินคดีอาญา เกี่ยวข้องกับบริษัทสื่อ สเปกเตอร์ซี จำกัด และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า

ส่วนความเคลื่อนไหวในการตรวจสอบการเลือกตั้ง  โดยเฉพาะการมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ และเป็นโมฆะหรือไม่ โดย “ดร.ณัฐวุฒิ  วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญคดีเลือกตั้ง และกฎหมายมหาชน  เดินทางเข้าให้ถ้อยคำต่อ กกต. หลัง ได้รับเชิญเป็นพยาน ในคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยระบุตอนหนึ่งว่า กกต.มีอำนาจตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ปี 2566 ในข้อ 129 วรรค 2 ประกอบ 132  โดยเรื่องบาร์โค้ดไม่สามารถที่จะล้วงข้อมูล หรือจะรู้ได้ว่า ประชาชนเลือกบุคคลใด  ขออย่าเข้าใจผิด พร้อมฝากไปถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. ที่พยายาม ปั่นป่วนการเลือกตั้ง และจัดการเลือกตั้งจำลองร่วมกับ กรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา  โดยข้อมูลตรงนี้ไม่สามารถใช้เป็นข้อมูล หลักฐานในคดีได้ จึงถือได้ว่านี่เป็นสภาโจ๊ก เป็นละครลิงฉากหนึ่ง  ซึ่งในที่สุดบทสรุปของการวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ ก็อยู่ที่ศาล รธน. จะมีบทสรุปออกมา 

ทีมข่าวการเมือง