เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.69 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  โดยนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม(กธ.)ได้ตั้งกระทู้ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รมว.พาณิชย์ กรณีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอจากสหรัฐฯ จำนวน 1 ล้านตัน ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และภาษีอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์ โดยแสดงความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อราคาข้าวโพด ที่เกษตรกรไทยผลิต

นายนเรศ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการ ใช้ข้าวโพดเพื่ออุตสาหกรรม อาหารสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่สามารถผลิตได้ เพียงประมาณ 5 ล้านตัน และปี 2569 คาดว่าจะผลิตได้ราว 5.36 ล้านตัน ทำให้ยังมีความจำเป็น ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา การนำเข้าข้าวโพด จากประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบ AFTA ประมาณ 1.4 ล้านตันในปี 2568 ส่งผลให้ราคาข้าวโพดภายในประเทศ ปรับลดลง เหลือเพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาท ที่ความชื้น  ร้อยละ 30พรรคกธ.

จึงมีความกังวลว่า หากมีการนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอจากสหรัฐฯ เพิ่มเติมอีก 1 ล้านตัน อาจยิ่งซ้ำเติม ราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด รวมถึงยังมีความเสี่ยง จากการรั่วไหลของเมล็ดข้าวโพด จีเอ็มโอเข้าสู่ระบบการเพาะปลูก ซึ่งประชาชนและเกษตรกร มีความกังวลเป็นอย่างมาก จึงขอถามใน 3 ประเด็น คือ 1.การประเมินผลกระทบต่อราคาข้าวโพด ในประเทศและแนวทางกำหนด ช่วงเวลาการนำเข้า 2.มาตรการป้องกันการรั่วไหล ของข้าวโพดจีเอ็มโอ เข้าสู่ระบบเพาะปลูก และ3.มาตรการเยียวยาหรือช่วยเหลือเกษตรกร หากราคาข้าวโพดภายในประเทศตกต่ำ จากผลกระทบของการนำเข้า

ด้านนางศุภจี  ชี้แจงว่า การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ของประเทศไทย ยังดำเนินการภายใต้กรอบ WTO และ AFTA โดยมีการควบคุมปริมาณนำเข้า รวมอย่างเข้มงวด ไม่ให้เกิน 1.7 ล้านตัน จะไม่มีการเพิ่ม หรือขยายโควตานำเข้าเพิ่มเติมแต่อย่างใด สำหรับการลงนามข้อตกลง ระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯนั้น เป็นการสร้างทางเลือก ในการบริหารจัดการ วัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านอาหาร และป้องกันภาวะขาดแคลนในระบบ พร้อมช่วยลดความเสี่ยง ด้านต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ และราคาสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการดูแลค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว