เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 69 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า คืนเงินแล้ว ถอนแจ้งความแล้ว…เรื่องจบหรือยัง?

จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับการกล่าวหาเรื่อง เรียกรับเงิน 500,000 บาท เพื่อแลกกับโควตาเข้าเรียนหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 ของสถาบันพระปกเกล้า และต่อมามีการคืนเงินเต็มจำนวน รวมถึงถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง

นายอาสพลธ์  ระบุว่า ผมขอเรียนพี่น้องประชาชนให้ชัดเจนว่า “การคืนเงินและถอนแจ้งความ ไม่ได้หมายความว่าความผิดทุกฐานจะจบลง”  เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างน้อย 3 มิติ คือ คดีอาญา วินัย และจริยธรรม

1. คดีฉ้อโกงยอมความได้ แต่คดีทุจริตอาจยังต้องดำเนินต่อ ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ หากผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์โดยชอบ คดีในฐานดังกล่าวอาจยุติลงได้ แต่หากตรวจสอบพบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเรียก รับ หรือยอมจะรับเงินหรือประโยชน์ เพื่อแลกกับการใช้อำนาจหรือหน้าที่ของตน อาจเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและสินบน ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินและยอมความไม่ได้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157

พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 173 กรณีเจ้าพนักงานของรัฐเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ หากมีบุคคลกลางหรือนายหน้า ที่เรียกรับผลประโยชน์โดยอ้างว่าจะไปจูงใจเจ้าพนักงานของรัฐ ก็ต้องตรวจสอบความรับผิดของบุคคลดังกล่าวและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย

นายอาสพลธ์ ระบุต่อว่า 2. เรื่องจริยธรรมต้องตรวจสอบแยกจากคดีอาญา หากข้อเท็จจริงพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้บริหารหน่วยงานของรัฐมีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ หรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ต้องพิจารณา ความรับผิดทางวินัยและจริยธรรม ควบคู่กันตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ดังนั้น แม้จะมีการคืนเงินหรือถอนคำร้องทุกข์ในคดีที่ยอมความได้แล้ว กระบวนการตรวจสอบด้านวินัยและจริยธรรมยังสามารถดำเนินการต่อได้

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า 3.สิ่งที่ กมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร จะดำเนินการในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ผมเห็นว่าต้องดำเนินการอย่างน้อย 4 เรื่อง 1. สอบหาข้อเท็จจริงให้ครบทุกด้าน

2. เรียกเอกสารและบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง 3. หากพบมูล ให้ส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ กมธ. จะส่งข้อมูลและพยานหลักฐานให้ ประธานรัฐสภา สภาสถาบันพระปกเกล้า คณะกรรมการ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันพระปกเกล้า ผมเห็นว่าควรตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งด้านวินัยและจริยธรรม โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุด เพราะเป็นคนละกระบวนการและสามารถดำเนินการคู่ขนานกันได้

4. ปิดช่องโหว่ ไม่ให้เกิดการ “ขายโควตา” อีก

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า กมธ.ป.ป.ช. จะติดตามเรื่องนี้ตามหน้าที่และอำนาจอย่างตรงไปตรงมา และจะรายงานความคืบหน้าให้พี่น้องประชาชนทราบต่อไปครับ.