จากการเกิดภัยแผ่นดินไหวนั้น สังคมไทยตื่นตัวสนใจและตั้งคำถามต่อเนื่อง เช่น “พื้นที่หลบภัย” เมื่อเกิดเหตุ รวมถึง “ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์” กรณีมีภัยพิบัติ ซึ่งอย่างหลังนี่มีการ “เสนอตั้งผู้จัดการภัยพิบัติให้ชัดเจน” เร่งด่วน!!…

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเกิดกรณีภัยพิบัติ

ทำหน้าที่ “ให้ข้อมูลสื่อสารกับสังคม”

เพื่อที่จะ “ลดความอลหม่านของผู้คน”

สำหรับข้อเสนอดังกล่าว ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล เป็นข้อเสนอโดย รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่มองว่า… “แผ่นดินไหว” ที่เกิดช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเหตุการณ์นี้มา “ถอดบทเรียน” เพื่อจัดทำมาตรการและแผนต่าง ๆ เพื่อให้ไทยพร้อมรับมือเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต โดย“สิ่งที่ไทยควรเร่งจัดทำ” ด้วยคือแต่งตั้งตำแหน่ง “ผู้จัดการภัยพิบัติ”ซึ่งมีหน้าที่ไม่ใช่แค่ ดูแลเหตุการณ์ แต่ให้มีบทบาทในการ สื่อสารกับสังคม-ประชาชน เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจน ของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น

เพื่อ “ลดความตื่นตระหนกของผู้คน”

ทาง รศ.ดร.อัจฉรา สะท้อนไว้ว่า… ในสถานการณ์วิกฤติ และภัยพิบัติ มักจะพบการเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลที่ขาดความน่าเชื่อถือ หรือ “เฟคนิวส์” จำนวนมาก ซึ่งข้อมูลที่ไม่ชัดเจนและไม่จริงเหล่านี้มัก “ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว” ยิ่งการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีลักษณะกระจัดกระจาย หรือมักจะมีการให้ข้อมูลแค่เฉพาะภารกิจในส่วนงานของตัวเองเท่านั้น ก็ยิ่งทำให้ประชาชนที่ติดตามข้อมูลข่าวสารเกิดความสับสน ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นยิ่งสะท้อนถึง “ปัญหาการขาดเอกภาพในการบริหารจัดการข้อมูล” ของหน่วยงานต่าง ๆ…

เหตุแผ่นดินไหวล่าสุดสะท้อนว่าไทยยังมีปัญหาเรื่องนี้ ทั้งที่องค์ประกอบสำคัญที่สุดในการจัดการภัยพิบัติคือการสื่อสาร เพื่อช่วยให้ประชาชนปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ไม่ตื่นตระหนก และไม่ทำให้เกิดการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารอย่างไร้ทิศทาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพบว่ารัฐไม่สามารถสื่อสารให้คนลดความตื่นตระหนกได้” …นักวิชาการชี้ไว้

นอกจากนั้น รศ.ดร.อัจฉรา ยังระบุอีกว่า… ในสถานการณ์หรือภาวะวิกฤติ ภาครัฐควรมีการกำหนด “ผู้จัดการภัยพิบัติ” เพื่อเป็นคนสื่อสารกับสังคม ประชาชน ผ่านการ “สื่อสารระบบทางเดียว (One-way Communication) ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความสับสน โดยผู้จัดการภัยพิบัติอาจแปรผันไปตามความรุนแรงของเหตุการณ์หรือผลกระทบ เช่น หากอยู่ในระดับจังหวัดก็ควรให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็น แต่ถ้าผลกระทบเป็นระดับประเทศก็ควรเป็น นายกรัฐมนตรี ส่วนสถานการณ์ฟื้นฟูเยียวยา รวมถึงช่วงเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัตินั้น ควรใช้วิธีการสื่อสารระบบสองทาง (Two-way Communication)

นี่เป็นโดยสังเขปเกี่ยวกับผู้ที่ทำหน้าที่

ในตำแหน่งสำคัญ “ผู้จัดการภัยพิบัติ”

ทั้งนี้ นักวิชาการ มธ. ท่านเดิมยังได้เสนอ “วิธีป้องกันไม่ให้ข้อมูลข่าวสารสับสนขณะเกิดเหตุภัยพิบัติ” ไว้ว่า… ในสถานการณ์วิกฤติ ข้อมูลต่าง ๆ มักจะกระจัดกระจายผ่านทางออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย โดยแนวทางเรื่องนี้นั้น…เมื่อเกิดเหตุการณ์ ผู้จัดการภัยพิบัติควรเชิญสื่อมวลชนประชุมทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวอย่างเป็นทางการจากช่องทางผู้จัดการภัยพิบัติ เพื่อให้สื่อมวลชนฟังข้อมูลจากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ รัฐยังต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครให้ชัดเจน เพราะ บ่อยครั้งคลิปวิดีโอเหตุการณ์มักถ่ายทอดออกมาจากเจ้าหน้าที่ซึ่ง…

อาจเกิดเข้าใจผิด หรือมี “ผู้ไม่หวังดี”

มีการ “นำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง!!”

ทาง รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน ยังสะท้อนเรื่องนี้กรณีนี้ไว้ด้วยว่า… เมื่อรัฐตั้ง “ช่องทางการสื่อสาร” ผ่านทาง “ผู้จัดการภัยพิบัติ” แล้ว ก็ควร เพิ่มความถี่ในการสื่อสารให้มากขึ้น เพื่อป้องกันและสู้กับเฟคนิวส์ที่แพร่กระจาย เพราะการรวบรวมสถานการณ์ตลอดทั้งวัน แล้วเผยแพร่เพียงครั้งเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความอุ่นใจให้ประชาชนที่ติดตามเหตุอยู่ตลอดเวลา โดยกรณีศึกษาที่น่าสนใจเรื่องนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่มีการ จัดตั้งองค์กรขึ้นภายใต้ข้อตกลงความช่วยเหลือด้านการจัดการภาวะฉุกเฉิน (EMAC) โดยหน่วยงานนี้จะทำหน้าที่องค์กรหลักในการแจ้งเตือนและส่งข่าวเมื่อเกิดภัยพิบัติ

นอกจากจะทำหน้าที่แจ้งเตือน ส่งข่าว ให้ประชาชนขณะเกิดภัยพิบัติแล้ว หน่วยงานนี้ยังมีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการภัยพิบัติในมิติต่าง ๆ ด้วย ซึ่งการมีองค์กรหลักเพียงหนึ่งเดียวจะช่วยให้สื่อสารกับประชาชนได้ถูกต้อง รวดเร็ว และมีเอกภาพการทำงาน”…เป็นตัวอย่าง “กรณีสหรัฐ” ที่นักวิชาการไทยนำมาเป็น “กรณีศึกษาของไทย”

แผ่นดินไหว” ล่าสุด “ไทยอลหม่าน”

ก็น่าคิด “องค์กรผู้จัดการภัยพิบัติ”

ไทยก็มี…แต่ “ชัดเจนแค่ไหน??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์