ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า…ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ยุคนี้กำลังเผชิญสถานการณ์สำคัญอย่างเรื่อง “อัตราการเกิดต่ำ” จากการที่ครอบครัวยุคใหม่ “มีลูกน้อยลง” หรือถึงขั้น “ไม่มีลูก” ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบหลาย ๆ มิติ อย่างไรก็ตาม ในมุมหนึ่งก็ได้เกิด “บริบทแม่ยุคใหม่สถานภาพแม่ยุคใหม่”ซึ่งบริบทดังกล่าว-สถานภาพดังกล่าวนี้…ก็มีแง่มุมน่าพิจารณา…

ผู้หญิงที่ไม่มีลูกแต่มีความเป็นแม่”

หญิงไทยกลุ่มนี้นี่ “มีมากขึ้นเรื่อย ๆ”

ก็น่าพิจารณาบริบทนี้แม่ที่ไม่มีลูก”

เกี่ยวกับ “อีกปรากฏการณ์แม่” ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำข้อมูลมาสะท้อนต่อ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจจากบทความโดย ดวงวิไล ไทยแท้ หน่วยบริหารงานวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีการเผยแพร่ไว้ใน www.theprachakorn.com ซึ่งบทความวิชาการชิ้นนี้มีส่วนที่ฉายภาพ “หัวอกแม่ที่ไม่มีลูก” โดยเรื่องนี้ยึดโยงเกี่ยวพันกับสถานการณ์ทางประชากรที่ประเทศไทยก็กำลังเผชิญ คือสถานการณ์ “เด็กเกิดน้อย”

ดวงวิไล ไทยแท้

ในบทความดังกล่าว ทาง ดวงวิไล ได้สะท้อนข้อมูลไว้สรุปได้ว่า… ขณะที่ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 แล้ว เหตุเพราะไทย มีประชากรสูงวัยที่มีอายุเกิน 60 ปี มากถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีอีกประเด็นคือ หญิงไทยมีลูกน้อยลง หรือไม่มีลูกเลย แม้ว่าจะมีคู่-มีครอบครัว เพราะ “ครอบครัวสมัยใหม่ไม่อยากมีลูก” อันเป็นผลจากเศรษฐกิจที่บีบรัด สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป หรือทัศนคติที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับการมีลูก

จน “อัตราการเป็นแม่ก็ลดลงไปด้วย!!”

การลดลงของอัตราเกิดใหม่ของเด็กไทย นี่นับว่า เกิดการปฏิวัติขนาดของครอบครัวไทยครั้งใหญ่ ซึ่งทางผู้จัดทำบทความดังกล่าวได้ชี้ไว้ว่า… ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2514 ในเวลานั้นประเทศไทยมีเด็กเกิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีจำนวนอยู่ที่ 1.2 ล้านคน แต่ในเวลาอีก 50 ปีต่อมา คือปี พ.ศ. 2564 ไทยกลับมีเด็กเกิดใหม่ในกลุ่มของคู่รักที่มีการจดทะเบียนแค่เพียง 5.4 แสนคนเท่านั้น ซึ่งจากตัวเลขนี้ก็สะท้อนชัดเจนว่า มีเด็กไทยเกิดใหม่ลดลงเกินกว่าครึ่ง ในช่วง 50 ปี

ในอดีตคนไทยมักจะมีลูกกันมาก โดยสังคมไทยเมื่อช่วง 50 ปีก่อน ผู้หญิงไทยคนหนึ่งจะมีลูกเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 คน แต่ทุกวันนี้กลับลดลง โดยเฉลี่ยแล้วเหลือเพียง 1.5 คนเท่านั้น” …นี่เป็น “ตัวเลขน่าตกใจเกี่ยวกับอัตราการเกิด”

ทาง ดวงวิไล ได้สะท้อนไว้ในบทความที่มีการเผยแพร่ใน www.theprachakorn.com อีกว่า… ในขณะที่จำนวนคนเกิดใหม่น้อย ก็ทำให้หนุ่มสาววัยเจริญพันธุ์มีจำนวนน้อยลงด้วย ขณะที่ ผู้หญิงไทยยุคปัจจุบันก็อยู่เป็นโสดกันมากขึ้น มีการ แต่งงานมีครอบครัวน้อยลง และคนมีคู่จำนวนไม่น้อยในปัจจุบันก็ยัง “มีความสัมพันธ์รูปแบบใหม่” อย่างการ “ต่างคนต่างอยู่” หรือแม้จะมีคู่แต่งงานใหม่เพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง แต่ ส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดถือค่านิยมครอบครัวแบบดั้งเดิมอย่างการมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง อีกต่อไป โดยเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนในยุคนี้บางส่วนมองว่า…การมีลูกคือภาระในชีวิต

พอยุคสมัยเปลี่ยนไป และคนวัยทำงานส่วนใหญ่ต่างก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อหาเงิน การมีลูกจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก เพราะต้องผูกพันตลอดชีวิต อีกทั้งการเลี้ยงลูกหนึ่งคนยุคนี้ เพื่อจะให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ จะต้องใช้กำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังใจ อย่างมาก ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ทัศนคติการมีลูกในยุคนี้เปลี่ยนไป”

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2566 มี ผลสำรวจของนิด้าโพล พบว่า… สาเหตุที่ทำให้คนไทยยุคใหม่ไม่อยากมีลูก” นั้น มาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ… 1.ไม่ต้องการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย (ร้อยละ 38.32), 2.ไม่ต้องการมีภาระที่ต้องดูแล (ร้อยละ 37.72), 3.ยังต้องการใช้ชีวิตอิสระ (ร้อยละ 33.23), 4.กลัวจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ (ร้อยละ 17.66) และ 5.อยากให้เวลากับการทำงาน (ร้อยละ 13.77) …อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจนี้ โดยเฉพาะกับส่วนที่มีการตอบคำถามการสำรวจว่า “กลัวจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ” ก็สะท้อนความจริงที่สำคัญประการหนึ่ง คือ… จริง ๆ หญิงไทยยุคใหม่ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีลูก เพียงแต่ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ “การมีลูก การเป็นแม่ ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย!!”จึงทำให้ไม่มีลูก …ซึ่งข้อมูลจากผลสำรวจนี้น่าสนใจ

หญิงไทยยุคนี้ “ไม่ใช่ไม่อยากเป็นแม่”

ทั้งนี้ ข้อมูลในบทความวิชาการเกี่ยวกับสถานการณ์ประชากร ที่มีส่วนที่ฉายภาพ “หัวอกแม่ที่ไม่มีลูก”ยังระบุไว้ด้วยว่า… ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่าผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ล้วน“อยากเป็นคุณแม่หากแต่กลับทำไม่ได้”เนื่องจากความไม่พร้อมและปัจจัยต่าง ๆ ทำให้การมีลูกเพื่อตอบสนองความต้องการไม่ใช่คำตอบชีวิต ณ เวลานี้ เหตุนี้จึงทำให้ หญิงไทยที่ไม่มีลูกส่วนหนึ่ง “เกิดพฤติกรรมรักหลานเหมือนลูก” โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายการเลี้ยงดู โดยเฉพาะด้านการศึกษา จนบางคนบางครั้งเกินหน้าเกินตาแม่ตัวจริง ซึ่งแม้จะไม่ใช่บทบาทแม่เต็มตัว แต่ก็ช่วย “เติมเต็มความรู้สึกที่หายไป”

เติมเต็ม” ความรู้สึกที่ “อยากเป็นแม่”

จนเป็น “อีกปรากฏการณ์แม่ยุคใหม่”

ปรากฏการณ์แม่แม่ที่ไม่มีลูก”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์