ทั้งนี้ กับสถานการณ์ด้านต่าง ๆ นั่นก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลเกี่ยวกับ “ภาวะอารมณ์” แบบ “สิ้นยินดี!!” ที่หากใครเกิดภาวะอารมณ์นี้ แล้วปล่อยให้เกิดไปนาน ๆ ก็“น่าเป็นห่วงไม่ใช่น้อย”ซึ่งมีข้อมูลเผยแพร่ใน “มุมจิตวิทยา” ที่ได้ให้ความรู้ไว้ว่า…กรณีนี้อาจจะ “ส่งผลร้ายได้โดยไม่รู้ตัว!!”…
“สิ้นยินดี” เป็น “ภาวะอารมณ์น่าห่วง”
ถ้ายืดเยื้อเรื้อรังจน “เกิดการหมดไฟ”
นี่ “ไม่ดีทั้งต่อสุขภาพกาย–สุขภาพใจ”

ผศ.ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ
เกี่ยวกับภาวะอารมณ์ที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า “ภาวะสิ้นยินดี” ซึ่ง ณ ที่นี้จะสะท้อนต่อข้อมูลนั้น กับเรื่องนี้มีข้อมูลที่เผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านทางบทความ “ชวนสำรวจภาวะสิ้นยินดี…เร่งฟื้นใจให้ฟู ก่อนหมดไฟ”ที่ผู้จัดทำบทความนี้คือ นิธิกานต์ ปภรภัฒ ซึ่งได้สะท้อนภาวะดังกล่าวนี้ไว้โดยสะท้อนจากการอธิบายโดย ผศ.ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ นักวิชาการ แขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็น่าสนใจมาก…
ทั้ง “สาเหตุ–วิธีสังเกต–วิธีแก้” สิ้นยินดี
ทั้งนี้ ในบทความดังกล่าวได้มีการสะท้อนการอธิบายภาวะอารมณ์นี้โดย ผศ.ดร.กุลยา ไว้ โดยสังเขปนั้นมีว่า… เป็นธรรมชาติของคนเราที่ย่อมต้องมีอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงการรับรู้หรือได้รับความรู้สึกเชิงบวก เช่น สบายใจ แช่มชื่นใจ ทั้งที่มาจากตัวเองหรือมาจากการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น แต่ หากเมื่อใดที่คนเรามี “ภาวะสิ้นยินดี” เมื่อนั้นก็มัก “รู้สึกเหนื่อย เนือย หรือไม่มีความรู้สึกเชิงบวกใด ๆ เกิดขึ้น” ไม่ว่าจะกับอะไร หรือไม่ว่าจะกับความสัมพันธ์ในรูปแบบใด ก็ตาม
ในบทความเดิมสะท้อนเกี่ยวกับ “ภาวะสิ้นยินดี” ไว้ต่อไปว่า… เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ ที่ทำให้บางคนไม่รู้สึกรู้สากับอารมณ์ความรู้สึกเชิงบวก โดยภาวะนี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ได้แก่… 1.ปัจจัยทางกายภาพ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ หรือสารเคมีในสมอง เช่น โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง โรคซึมเศร้า เป็นต้น, 2.ปัจจัยทางพันธุกรรม นี่ก็อาจมีส่วนทำให้บางคนมีธรรมชาติหรือบุคลิกภาพค่อนข้างหม่นหมอง เศร้าง่าย, 3.ปัจจัยทางสภาวะแวดล้อม เช่น เหตุสะเทือนใจ ความเครียด ซึ่งก็ ทำให้เกิดความรู้สึกหม่นหมองหรือเกิด “ภาวะสิ้นยินดี” ได้เช่นกัน …นี่เป็นปัจจัย
“ปัจจัยสภาวะแวดล้อม…ยุคนี้ก็อื้อซ่า”

สำหรับ “ลักษณะ” ของภาวะนี้ ก็มีการระบุไว้ว่า… จำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะหลัก ๆ คือ… ลักษณะแรก “ภาวะสิ้นยินดีทางสังคม (Social anhedonia)” ผู้ที่มีภาวะสิ้นยินดีลักษณะนี้ จะไม่รู้สึกอยากใช้เวลาร่วมกับครอบครัว คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง คนรอบข้าง คนอื่นในสังคม กับลักษณะที่สอง “ภาวะสิ้นยินดีทางกายภาพ (Physical anhedonia)” ผู้ที่มีภาวะสิ้นยินดีลักษณะนี้ จะมีการรับรู้ความรู้สึกทางกายเปลี่ยนไป เช่น เรื่องเพศสัมพันธ์ ก็จะหมดความรู้สึกจนคล้ายหมดสมรรถภาพทางเพศ หรืออาหารที่เคยชอบก็ไม่ชอบ หรือไม่สนุกกับกิจกรรมที่เคยทำเหมือนก่อน เป็นต้น
“ผู้มีภาวะสิ้นยินดีทั้ง 2 แบบ จะไม่มีแรงจูงใจในการเชื่อมความสัมพันธ์ ไม่อยากใช้เวลาหรือมีส่วนร่วมกับผู้อื่น รวมถึงอาจมีอาการโรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder) โดยรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าพวกกับคนอื่น ทำให้หวาดกลัว วิตกกังวลมาก เมื่อต้องพบเจอรู้จักคนใหม่และสถานที่ใหม่ ๆ” …นี่เป็นข้อมูลผลที่จะเกิดจากภาวะนี้
ขณะที่ถ้าเกิดภาวะนี้นาน ๆ ยิ่ง “น่าห่วงผลร้าย” โดยที่ “ภาวะสิ้นยินดี” มีความ “เชื่อมโยงกับซึมเศร้า” มีการศึกษาพบว่า…ร้อยละ 60 ของผู้มีภาวะสิ้นยินดีมักมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น เพราะ 2 ภาวะนี้มีความเหมือนกันอยู่ 2 เรื่อง คือ… มีอารมณ์ความรู้สึกทางลบ ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยชื่นชอบ ดังนั้น “วิธีสังเกตสัญญาณเตือน” จึงน่าตระหนักซึ่งอาจสังเกตได้ดังนี้… 1.สังเกตความรู้สึก เช่น มีความสุขหรือสนุกหรือไม่เมื่อทำกิจกรรมที่ชอบ, 2.สังเกตความคิด เป็นเชิงลบบ่อย ๆ หรือไม่ หรือลองปรับมุมมองเป็นบวกแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น, 3.สังเกตร่างกายเหนื่อยกับกิจกรรมที่เคยชอบ…มากกว่าปกติหรือเปล่า
ส่วน “วิธีรับมือภาวะสิ้นยินดี” ก็มีคำแนะนำไว้ว่า… ถ้าพบอาการเบื้องต้นต้องรีบปรับอารมณ์แต่เนิ่น ๆ ให้พลังบวกกลับมาเร็วที่สุด ผ่านวิธีต่าง ๆ เหล่านี้คือ… 1.เติมพลังบวก เพื่อกันอารมณ์ลบให้ไปห่าง ๆ, 2.หมั่นสังเกตและรับรู้อารมณ์ตามที่เป็น ไม่ว่าจะทางบวก-ทางลบ,3.โอบกอดและเติมความรักให้ตัวเองและ… 4.ฝึกใจ ปรับโฟกัสให้ชื่นชมกับการกระทำและความสำเร็จเล็ก ๆ ในชีวิต รวมถึงอาจจะ… 5.ปรึกษานักจิตวิทยา–จิตแพทย์ รับคำปรึกษา-รับการรักษาที่ตรงจุด
“เวลาที่เป็นภาวะสิ้นยินดี เราควรจะออกไปข้างนอกบ้าง ให้ร่างกายเจอแสงแดด ได้แสงสว่างบ้าง หรือลองทำอะไรเล็ก ๆ น้อยๆ ที่ช่วยดึงใจเราให้ดีขึ้นบ้าง เท่านี้ก็อาจช่วยบรรเทาอาการจากภาวะนี้ได้แล้ว” …นี่เป็นอีกส่วนจากที่มีการระบุไว้ในบทความที่จัดทำโดย นิธิกานต์ ปภรภัฒ ที่สะท้อนจากการอธิบายโดย ผศ.ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ
“เหตุน่าหมดใจ–หมดไฟ” ยุคนี้ “มีอื้อ”
“ก็น่าตระหนักไว้” กับ “ภาวะสิ้นยินดี”
ระวังไว้…“ก่อผลร้ายทั้งใจและกาย!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



