ทั้งนี้ เรื่องการ “หลงป่า” นี่แม้จะเป็นคนในเมืองก็อาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัวได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่นิยมท่องเที่ยวสัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติป่าเขา ที่อีกไม่นานเมื่อถึงช่วงปลายฝนต้นหนาวก็จะเป็นช่วงที่นิยมเริ่มออกท่องเที่ยวรูปแบบนี้กันมาก ซึ่งการไป “ท่องเที่ยวพื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร” จำเป็น “ต้องระมัดระวัง” ให้มาก ๆ…
“อย่าประมาทภัย”…ที่ “รวมถึงหลงป่า”
เพราะ “ขนาดคนใกล้ป่าก็ยังหลงป่า!!”
ยกตัวอย่าง… เมื่อเร็ว ๆ นี้หญิงวัย 70 ปีรายหนึ่ง “หลงป่า” ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ระหว่างเข้าไปเก็บเห็ด หรือก่อนหน้าไม่นานก็มีเด็กอายุ 13 ปีรายหนึ่ง “หลงป่า” ในพื้นที่ จ.อุดรธานี ระหว่างที่เข้าไปเก็บของป่า และยังมีกรณี “ไกด์นำเที่ยวหลงป่า” ในพื้นที่ จ.ตาก ระหว่างนำคณะนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวในพื้นที่ป่า…ซึ่งเหล่านี้สะท้อนว่า“หลงป่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทย”
ทั้งนี้ เหตุ “หลงป่าในพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ” นี่ในไทยช่วงหนึ่งเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติบ่อย ๆแต่จากกรณีตัวอย่างข้างต้นก็ชี้ชัดว่าป่าในไทยมิใช่จะหลงกันเฉพาะชาวต่างชาติเพราะขนาดเป็นไกด์ หรือแม้แต่คนใกล้ป่าที่เข้าป่าหาของป่าบ่อย ๆที่น่าจะสันทัดจัดเจนพื้นที่ป่า ก็ยัง “หลงป่า” กันได้ ส่วน นักท่องเที่ยวหลงป่า นั้น แหล่งข่าวผู้สันทัดกรณีด้านท่องเที่ยวรายหนึ่งเคยสะท้อนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นป่าบริเวณแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ป่าที่ไม่ได้มีคนเข้าไปเที่ยวมาก ๆ บ่อย ๆ ซึ่งชาวต่างชาติมักจะชอบ และ หลัง ๆ คนไทยก็นิยมเที่ยวแนวนี้กันไม่น้อย
แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่เป็นป่า ซึ่งไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่แมส-ที่มีคนมาก ๆ แหล่งท่องเที่ยวรูปแบบนี้มักไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลัก มักเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอง และอยู่ห่างไกลชุมชน-ผู้คน แหล่งท่องเที่ยวแบบนี้แม้เส้นทางจะไม่สะดวกสบาย ป้ายบอกทางก็มักไม่ได้มีมาก แต่ก็เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวแบบสันโดษหรือท่องเที่ยวแบบผจญภัย โดยอาจเข้าไปในพื้นที่แบบ ไม่ใช้ผู้นำทาง–ไม่ใช้ไกด์ท้องถิ่น ใช้แค่อุปกรณ์นำทาง-จีพีเอส ซึ่งหากอุปกรณ์นำทางมีปัญหา เกิด “หลงทาง” แล้วสื่อสารขอความช่วยเหลือไม่ได้ ก็มีโอกาส “หลงป่า” โดยติดค้างในป่าเป็นเวลานาน ซึ่งยิ่งนานก็ยิ่งเสี่ยง…
“หลงป่า” แน่นอนว่า “เสี่ยงอันตราย!!”

ทางผู้สันทัดกรณีได้ให้ “คำแนะนำ” สำหรับ “ผู้ชอบป่า–ชอบท่องเที่ยวป่าแบบผจญภัย” ไว้ว่า… หากเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่เที่ยวที่ไกลหูไกลตาผู้คน ที่ไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยวหลัก ควรต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้น ๆ ให้รับทราบก่อน เพื่อจะได้มีข้อมูลเบื้องต้น เผื่อต้องให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ขณะที่ผู้ดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวก็ควรให้ความสำคัญกับป้ายบอกทาง-ป้ายข้อมูล เพื่อให้คำแนะนำและสื่อสารต่อนักท่องเที่ยวในการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเหตุ “หลงป่า” ในไทยก็เกิดกรณีบ่อย ๆ จึงเป็นเรื่องที่ทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรตระหนัก ควร “ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย”เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเข้าไปในพื้นที่ป่า เข้าไปท่องเที่ยวในป่า…ก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของพื้นที่นั้น ๆ อย่างเคร่งครัด ขณะที่หาก“หลงป่า”แล้วจะ “มีวิธีเอาชีวิตรอดเช่นไร?”ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อ โดยเป็นข้อมูล “คำแนะนำ” ที่เผยแพร่ไว้ผ่าน เว็บไซต์ BackpackerGraphy : แบกกล้องท่องโลก ซึ่งได้มีการนำ “คู่มือการปฏิบัติตัวเมื่อหลงป่า” ของ หน่วยพิทักษ์ป่าสหรัฐอเมริกา (US Forest Service) มาแปลและเรียบเรียงไว้เพื่อให้คนทั่วไปได้ศึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัยเมื่อหลงป่าซึ่งเน้นที่ “S-T-O-P” โดยสังเขปนั้นมีดังนี้…
เริ่มจาก… S-Stop หรือ “หยุดทันที”เมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่าพลัดหลงกับกลุ่ม หรือหลงทิศทาง ให้หยุดเดินและสงบสติอารมณ์ เพราะการตื่นตระหนกจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง, T-Think หรือ “คิด” ให้คิดทบทวนช่วงเวลาก่อนหน้าว่ามาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร มีแยกหรือป้ายบอกทางก่อนหน้าหรือไม่ และสำรวจสภาพแวดล้อม ถ้าไม่มีเหตุผลจำเป็นอย่าพยายามเคลื่อนที่จากตำแหน่งปัจจุบัน กับมองหาจุดสังเกตสำคัญ, O-Observe หรือ “สังเกต” ถ้ามีเข็มทิศและใช้ได้ก็นำมาระบุตำแหน่งปัจจุบันและกำหนดทิศทาง อย่าเดินแบบไร้จุดหมาย, P-Plan หรือ “วางแผน” นำข้อมูลจาก S-T-O มาวิเคราะห์วางแผน เลือกแผนที่เป็นไปได้มากที่สุด แต่ถ้าไม่มั่นใจให้อยู่กับที่และพยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เช่น เป่านกหวีด เพราะถ้าเดินไปเรื่อย ๆ โดยไร้ทิศทางจะทำให้ทีมค้นหากู้ภัยทำงานยากขึ้น ซึ่งหากได้รับบาดเจ็บ หมดแรง หรือเมื่อมืด ให้หาที่ปลอดภัยเพื่อค้างคืน
นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า… เมื่อ “หลงป่า” ให้ หยุดพักเป็นช่วง ๆ ระหว่างเดิน อย่าฝืนเดินจนหมดแรงถ้ามีอาหารกินก็ให้เริ่มเดินต่อหลังหยุดพักกินไป 30 นาที ป้องกันไม่ให้จุกเสียด ถ้ามีน้ำดื่มก็ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่าให้เกิดอาการขาดน้ำ ที่สังเกตุได้จากปากแห้ง ไม่ปัสสาวะหรือปัสสาวะมีสีเข้ม ผิวแห้งตัวเย็น ปวดหัว เป็นตะคริว และ ควรหยุดเพื่อแก้ปัญหาเล็กน้อยระหว่างทาง อย่าปล่อยจนเป็นปัญหาใหญ่ เช่น เชือกรองเท้าหลุด ถ้าเดินต่ออาจสะดุดล้มจนบาดเจ็บได้ หรือถ้าร้อนจัดควรหาร่มไม้เพื่อนั่งพัก รอจนอากาศเย็นลงจึงค่อยเริ่มเดินต่อ …เหล่านี้เป็นข้อมูลโดยสังเขปที่กูรูผู้รู้แนะนำไว้
“หลงป่า”…แม้ว่าเป็น “เรื่องไกลเมือง”
“มิใช่เรื่องการเมือง” ก็ “อาจใกล้ตัว”
โดย “คู่มือรอด…สนใจไว้ด้วยก็ดี!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



