ทั้งนี้ เกี่ยวกับแนวทางการแยกแยะสภาพอากาศ ระหว่าง “ฝุ่นหมอกควัน” กับ “ฟ้าหลัว” นั้น ก็มีคำอธิบายแนวทางที่น่าสนใจ ที่น่าพิจารณากันไว้ ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลที่น่าสนใจ-น่าพิจารณา…
มาดู “วิธีการแยกสภาพของท้องฟ้า”
ท้องฟ้า “สีแปลก ๆ” ที่เห็น ๆ กันนั้น
ฟ้าที่เห็นนั้น “ฟ้าหลัว? หรือฟ้ามีพิษ?”
เกี่ยวกับแนวทางที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อนี้ เป็นชุดข้อมูลน่าสนใจที่เผยแพร่อยู่ใน เฟซบุ๊กฝ่าฝุ่น ที่เป็นการรวมตัวกันของผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลายด้าน ที่จัดทำช่องทางดังกล่าวนี้ขึ้นเพื่อให้ข้อมูลความรู้สู่ประชาชน เพื่อที่จะนำไปใช้เพื่อ “เฝ้าระวัง-ป้องกันตัว” จาก “วิกฤติฝุ่นพิษ” โดย “หลักสังเกต” เพื่อจำแนก “สภาพอากาศ-ท้องฟ้า” ที่เห็น…ว่าแบบใดที่เป็นเพียงท้องฟ้าหลัว? แบบไหนที่เกิดจากหมอกควันและฝุ่นพิษ? ได้มีการให้ข้อมูล แนวทางสังเกต ไว้ดังต่อไปนี้…

ข้อมูลในแหล่งดังกล่าวได้อธิบายโดยระบุในเบื้องต้นไว้ว่า… หลายคนอาจสงสัยว่าท้องฟ้ามัว ๆ ที่เห็นคืออะไร? เป็นเพียงแค่ฝุ่นละอองตามธรรมชาติ? หรือเป็นมลพิษที่กำลังคุกคามปอดของเรากันแน่? ซึ่งแม้ความขุ่นมัวของฟ้าที่เห็นทั้ง 2 อย่างจะดูคล้ายกันเมื่อมองดูด้วยสายตา หากแต่ในทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแล้วนั้น…มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่องค์ประกอบทางเคมี และระดับความรุนแรง ดังนั้น การทำความเข้าใจความแตกต่างได้จะช่วยให้มองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในอากาศรอบตัวเรา ซึ่งข้อมูลในเฟซบุ๊กฝ่าฝุ่นได้อธิบาย “รูปแบบ” ไว้โดยเน้นที่คำว่า “ฟ้าหลัว” กับฟ้าแบบ “ซุปมลพิษ”
กล่าวคือ… “ฟ้าหลัว”หรือ “Haze”เป็นปรากฏการณ์ที่แสงอาทิตย์ส่องไปกระทบกับอนุภาคของแข็งที่แห้งจัดในชั้นบรรยากาศ แล้วสะท้อนสู่ตาเรา เสมือนการสะท้อนแสงแดดออกจากฝุ่นแห้ง ๆ ทำให้ มองเห็น “ท้องฟ้ามีสีขาวขุ่น” คล้ายสีน้ำนม ซึ่งแม้บางครั้งจะมีควันไฟปะปนอยู่ แต่ก็ยังถูกจัดเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอนุภาคในสภาวะอากาศแห้งเป็นหลัก
นี่เป็นคำอธิบายโดยสังเขป…“Haze”
ที่มักเรียกกันติดปากว่า “ท้องฟ้าหลัว”
ส่วนคำว่า “ซุปมลพิษ” คำที่คงจะไม่ค่อยคุ้นกัน ในภาษาอังกฤษคือ “Smog” เป็นปฏิกิริยาเคมีใต้แสงแดดที่กลายเป็น “ซุปพิษเหนือเมืองใหญ่” ที่น่ากังวลกว่า Haze-ฟ้าหลัว เพราะคือการที่สารเคมี เช่น จากท่อไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ทำปฏิกิริยากับแสงแดดที่ส่องลงมา และสร้างก๊าซโอโซน สร้าง “ก๊าซพิษ” อื่น ๆ ที่ ก่อให้เกิดการระคายเคืองรุนแรง!! โดยมักเกิดขึ้นในพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น เขตเมืองใหญ่ที่มีกิจกรรมเศรษฐกิจและการจราจรหนาแน่น ซึ่งมวลอากาศมีมลพิษเจือปนอยู่อย่างเข้มข้น จนแยกจากอากาศบริสุทธิ์ได้ยากกว่าปกติ โดยจะ มองเห็น “ท้องฟ้ามีสีน้ำตาลหม่น” ดูหนาทึบกว่าปกติ
นี่เป็นคำอธิบายโดยสังเขป…“Smog”
ท้องฟ้าอันตรายที่เรียกว่า “ซุปมลพิษ”
ข้อมูลในแหล่งเดิมยังได้อธิบายขยายความเกี่ยวกับ “สภาพอากาศ–ท้องฟ้า” แบบ “Smog” หรือ “ซุปมลพิษ” เอาไว้เพิ่มเติมว่า… สาเหตุที่ท้องฟ้าที่เห็นเป็น สีน้ำตาลหม่น ดูหนาทึบมากกว่าอากาศแบบปกติ เช่นนี้ เป็นเพราะองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นพิษของมัน เนื่องจากปรากฏการณ์ท้องฟ้าแบบ Smog นั้นไม่ใช่แค่มีฝุ่นละอองที่ลอยตามลมมาเฉย ๆ แต่เป็น ผลผลิตจากปฏิกิริยาทางเคมีที่ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจโดยตรง …นี่เป็น “ภัยอากาศ” กรณี “Smog-ซุปมลพิษ”
นอกจากนั้น “ความแตกต่าง” ที่เป็นหัวใจสำคัญระหว่างอากาศหรือท้องฟ้าแบบ “Haze-ฟ้าหลัว” กับแบบ “Smog-ซุปมลพิษ” นั้น ในแหล่งข้อมูลเดิมยังย้ำไว้อีกว่า… หากเป็น Haze หรือฟ้าหลัว ท้องฟ้ามีสีขาวขุ่นคล้ายสีน้ำนม จะเป็นเรื่องของอนุภาคฝุ่นและควันในสภาวะอากาศที่แห้งสนิท ขณะที่ Smog หรือซุปมลพิษท้องฟ้ามีสีน้ำตาลหม่น ดูหนาทึบนั่นคือ กระบวนการเคมีที่เปลี่ยนไอเสียเมืองเป็นมลพิษเข้มข้น สภาพแบบ Smog จึงมีความอันตรายสูงมากกว่าแบบ Haze
ทั้งนี้ ข้อมูลใน เฟซบุ๊กฝ่าฝุ่น ยังมีการระบุไว้ด้วยว่า… หากตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมองออกไปพบกับท้องฟ้าสีหม่น ๆ แทนที่จะเห็นทิวทัศน์ที่สดใสสบายตา แน่นอนว่าหลายคนอาจจะตั้งคำถามในใจว่า… สิ่งที่เห็นอยู่นี้คือฝุ่นละอองตามธรรมชาติ? หรือเป็นมลพิษร้ายแรงกันแน่? ซึ่งย้ำว่า…ถึงแม้ความขุ่นมัวของฟ้าที่เห็นจะดูคล้ายกันด้วยสายตา แต่ทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การทำความเข้าใจจะช่วยให้เห็น “ความจริงที่ซ่อนอยู่ในอากาศ” ได้ชัดเจน ยิ่งขึ้น…
“การเข้าใจความแตกต่างของสภาพท้องฟ้าและสภาพอากาศ จะช่วยเปลี่ยนวิธีที่คนเรามองอากาศที่หายใจเข้าไปทุกวัน การรู้จักสังเกตความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้วิทยาศาสตร์ แต่เป็นการประเมินความเสี่ยงและดูแลสุขภาพของตัวเราเอง ในพื้นที่ที่เราต้องอาศัยและดำเนินชีวิตอยู่” …เป็นคำแนะนำทิ้งท้ายที่น่าพิจารณา
“คนไทย” ใน “ยุควิกฤติมลพิษอากาศ”
จำเป็นจะ “ต้องรู้–ต้องเข้าใจสีท้องฟ้า”
แดดร่ม “ฟ้าสีน้ำตาลหม่น…คือภัย!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



