ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย  น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล พรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ และพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย ได้ร่วมประชันวิสัยทัศน์ด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจ โครงสร้างอำนาจ และกฎหมาย เพื่อเป็นตัวเลือกให้ประชาชนในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้

เริ่มจาก “จุลพันธ์”แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยใช้คำว่ายกเครื่อง “นิติรัฐ นิธิธรรม” เริ่มจากการเดินหน้าต่อสู้โดยการเลือกตั้งเอาความยุติธรรมของนิติรัฐ นิติธรรมกลับคืนมา กับ  “เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง” ขับเคลื่อนเป็นประเทศรายได้สูง เพิ่มจีดีพีของประเทศ ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ต่อหัวประชากรผ่านนโยบายประกันรายๆได้สินค้าเกษตร ลดค่าครองชีพ ประกันรายได้ขั้นต่ำ ต้องไม่มีใครที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 พันบาทต่อเดือน หรือไม่ต่ำกว่า 100 บาทต่อวัน ปลดหนี้ทุกมิติ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ ยังตั้งเป้ากระจายความเจริญ สร้างงานในชุมชน ต่างจังหวัด ผ่าน “คลัสเตอร์ ทัวร์ลิซึม” ให้เมืองหลักเป็นพี่เลี้ยงใหม่เมืองรอง ทั้งนี้เพื่อไทยจะเปิดนโยบายเด็กอีกครั้งวันที่ 23 ม.ค.นี้ นอกจากนี้จะมีการแก้กฎหมายที่เปลี่ยนกระบวน “รัฐอุปสรรค” ให้เป็นรัฐสนับสนุน เป็นรัฐดิจิทัล ลดการเรียกเอกสารซ้ำซ้อน ลดการใช้ดุลยพินิจที่เป็นช่องให้เกิดการทุจริต เปิดเผยข้อมูล นำเอไอมาตรวจจับการจัดซื้อจัดจ้าง

ขณะที่ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน “ศิริกัญญา” ชูการปฏิรูประบบราชการ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆ โดยเริ่มเป้าหมายหลักในการสร้างรัฐที่ทันสมัยและทันโลก 1. รัฐที่ไม่เทา ปราศจากคอรัปชั่น โดยมีนโยบายเปิดเผยข้อมูลทุกประเภท นำเทคโนโลยี AI มาตรวจพิรุธโครงการต่างๆ ป้องกันคอร์รัปชั่น 2. กฎหมายตัดแรงจูงใจให้คนโกงวงแตก ใครแฉก่อนคนนั้นอาจจะได้ลดโทษหรือกันไว้เป็นพยาน 3. ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ปิดช่องล็อคกลุ่มผู้รับเหมา ล็อคสเปค ฮั้วประมูล 4.รัฐกระชับชับไว ปรับโครงสร้าง ภารกิจทุกกรม ทุกกระทรวง ให้ตรงเป้า ทันความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ของโลก ยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัยและใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ที่เปิดให้มีการใช้ดุลพินิจเรียกรับผลประโยชน์ 5. เสริมสร้างอำนาจประชาชน โดยกระจายอำนาจให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และ 6.รัฐที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ต่างๆโดยนำ เทคโนโลยีเข้ามาแก้ไข

ส่วนการแก้ไขปัญหา รวยกระจุกจนกระจาย ซึ่งนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำหลายมิติ 1.ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท มีนโยบายปลดล็อคหนี้สินและที่ดิน โดยปรับโครงสร้างหนี้ เกษตรกรที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปถ้าส่งเงินต้นครบแล้ว ต้องได้รับการยกหนี้ คนที่ยังใช้ไม่หมด ก็ต้องปรับให้ผ่อนจ่ายลดลงและหมดหนี้ใน 5 ปี ส่วนเรื่องที่ดินคือ เร่งออกโฉนด  รวมถึงเปลี่ยนสปก.ให้เป็นโฉนด ขณะที่การอุดหนุนของรัฐต้องให้แบบมีเงื่อนไข เช่น อุดหนุนไม่ให้เกิดการเผา อุดหนุนให้ปรับเปลี่ยนพืช ให้ใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรเพิ่มขึ้น เป็นต้น

2.ความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนในเมืองกับชนบท จะกระจายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไป 15 หัวเมืองใหญ่ นำสู่ความเจริญ มีงานทำ มีรายได้ 3.ความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนใหญ่กับ SME จะมีการใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างเข้มข้น และเปิดเสรีในภาคที่ยังมีการผูกขาดโดยรัฐ เช่น ตลาดซื้อขายไฟฟ้า รวมถึง SME มีแต้มต่อจากการเข้าร่วมโครงการหวยใบเสร็จ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ ส่วนเรื่องการเพิ่มรายได้นั้นจะยกระดับทักษะและสร้างสวัสดิการทุกช่วงวัยตั้งแต่เกิดจนถึงตาย

ส่วนแคนดิเดตจากค่ายสะตอสีฟ้า “อภิสิทธิ์” กล่าวว่า ในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวยกระจุกจนกระจาย พรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางแก้ปัญหา 3 ขั้นตอน ส่วนแรกต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งมาตรการการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นในรูปแบบที่เงินถึงเร็วและง่ายไม่มีเงื่อนไขมากจะเป็นแนวทางที่จะช่วยยกระดับการหมุนเวียนของเศรษฐกิจได้ดี ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาหนี้ซึ่งจะแยกไปตามกลุ่ม เช่น การพักหนี้ การซื้อหนี้เข้าสู่ระบบ และจะต้องช่วยเหลือให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ต่อไป ส่วนที่สองคือการมุ่งเน้นไปสู่การสร้างโอกาส และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางซึ่งพรรคมีนโยบายครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่แม่และเด็กแรกเกิดปีแรก 6.5 หมื่นบาท การเติมเงินบัญชีเพื่อเป็นเงินออมสะสมเมื่ออายุ 18 ปี จะมีเงิน 1 แสนบาท เรียนฟรีจริงลดค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมด การประกันรายได้ภาคเกษตรและแรงงาน เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย 1,000 บาทถ้วนหน้า เป็นต้น และขั้นตอนที่สามคือเป็นเรื่องโครงสร้าง ที่นำไปสู่การผูกขาดและการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม จะมีการนำเอากฎหมายสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายแข่งขันทางการค้า เข้ามาดูแลไม่ให้คนตัวเล็กเสียเปรียบ ส่งเสริมเอสเอ็มอี เมดอินไทยแลนด์เฟิร์ส  เป็นต้น

ด้าน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย “พล.ท.ภราดร” ระบุว่าประเทศไทยต้องปฏิรูปอำนาจ ให้กับประชาชนแข็งแกร่ง ดังนั้นนโยบายของพรรคไทยสร้างไทย คือ ยึดมั่นประชาธิปไตย และมีประชาชนอยู่ในสมการเสมอ ถ้าใช้อำนาจอย่างมีวุฒิภาวะ จะช่วยทำให้การเมืองไทยเป็นการเมืองสีขาว ประเทศเดินหน้าไปได้ อย่างมีเกียรติภูมิ สำหรับการแก้ปัญหารวยกระจุก จนกระจาย ต้องบังคับใช้กฎหมายลงโทษทุนผูกขาด แก้กฎหมายที่เอื้อนายทุน ให้คนตัวเล็กได้เข้าถึง  สามารถกู้เงินดอกต่ำ 1% ต่อเดือน ส่วนเงินที่นำมาใช้ เช่นการออกพันธบัตร ดอก 3% รวมทั้งแก้กฎหมายให้มีการกระจายอำนาจ ยกระดับเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ประชาชนเป็นผู้ปฏิรูปอำนาจจริงๆ  จะทำให้การแก้ไขปัญหาประเทศไม่ติดกับดักบ้านเล็ก บ้านใหญ่ กลุ่มทุน ซึ่งท้องถิ่นจะเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาได้เร็ว เพราะไม่ต้องรอส่วนกลาง 

แคนดิเดต พรรคเศรษฐกิจ “พล.อ.รังษี” บอกว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจ ปัญหาวิกฤติของชาติคือปัญหาหนี้ ซึ่งมีอยู่ 3 ส่วน คือ หนี้รัฐบาล หนี้ประชาชน หนี้นักธุรกิจ รวมกันเป็น  55 ล้านล้านบาท  ซึ่งเป็น 3.5 เท่าของจีดีพี 17 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน วันนี้พรรคเศรษฐกิจจึงคิดเมกะโปรเจกต์แก้วิกฤติหนี้ เพื่อดึงนักลงทุนและรายได้กำลับมา โดยโครงการแรก คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อจากเวียงจันทน์เข้าหนองคาย กทม.และต่อไปด้านตะวันตก ตะวันออก และภาคใต้เชื่อมต่อไปยังมาเลเซีย  พร้อมกำหนดให้มีนิคมอุตสาหกรรมและนิคมการเกษตรตลอด 2 ข้างทาง และให้มีใบส่งออกเพื่อให้เกษตรกรเป็นทั้งเป็นผู้ปลูก ผู้ขายเอง ทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ และมีโครงการทางเชื่อมทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย มีศูนย์การเงินทั้ง 2 ชายฝั่ง เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง สร้างงานสร้างอาชีพในชุมชน ถ้าเราทำสำเร็จ รายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่มขึ้น 3 เท่า ลดความเหลื่อมล้ำกระจายรายได้ทั่วทุกภูมิภาค

สำหรับแคนดิเดตพรรคไทยก้าวใหม่ “สุชัชวีร์” ประกาศว่า ประเทศไทยต้องมีนายกฯ ที่ชื่อ “สุชัชวีร์” เพราะไม่ว่าโครงการอะไร หรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทำไปแล้วอยู่ๆ อาจเกิดเครนถล่ม มีคอร์รัปชัน มีการรับเหมาช่วง  มีต่างชาติเข้ามาแฝงในการซื้อบริษัทรับเหมาไทย ผมเห็นด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือทางเชื่อมทะเล เพราะนโยบายนี้จะเชื่อมคนรวยเข้ากับประเทศไทย เพราะว่าลงไปทางใต้เชื่อมสิงคโปร์ มาเลเซีย  ดังนั้นรถไฟความเร็วสูงต้องเกิดเพื่อคนมีรายได้สูงจากสิงคโปร์มาเลเซียเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตามรถไฟความเร็วสูงมีมูลค่าสูง จริงๆ แล้วยังมีรถไฟที่เราสามารถพัฒนาได้คือรถไฟสายอันดามัน สามารถเชื่อมตั้งแต่ชุมพร ระนอง ภูเก็ต กระบี่ พังงา ตรัง สตูล และ รัฐปะริด มาเลเซีย ตรงนี้ทำได้ภายใน 2 ปี ซึ่งจะทำให้ความเงียบเหงาของฝั่งอันดามันหมดไป รถไฟสายอันดามันทั้งถูกและดีจะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจภาคใต้โดยสิ้นเชิง ดึงดูดทั้งการท่องเที่ยวในประเทศและจากประเทศที่ร่ำรวย

นับจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของประชาชน ต้องตัดสินใจเดินเข้าคูหาในวันที่ 8 ก.พ.69 ว่าจะเลือกพรรคการเมืองไหนที่จะพอฝากผีฝากไข้ เป็นที่เพึ่งทีหวังของประชาชนได้บ้าง

เมื่อทุกพรรคต่างกางนโยบายแข่งกัน คำถามสำคัญที่ประชาชนต้องใช้วิจารณญาณพิเคราะห์ให้ดี ว่า สิ่งที่พรรคการเมืองพูดนั้น ไม่ใช่ดูที่คำพูดที่สวยหรู ใครพูดเก่งที่สุด แต่ต้องดูใครมีแผนที่ตอบโจทย์ประเทศได้มากที่สุด ระหว่างนโยบายที่ทำได้ กับคำสัญญาที่ฟังแล้วดี ประชาชนต้องเป็นผู้แยกให้ออกก่อนหย่อนบัตร.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่