ทั้งนี้ กับ “ศึกเลือกตั้ง 2569” การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งใหม่ ในปี 2569 นี้ กับคำเกี่ยวกับบรรดานักการเมือง คำว่า “ขั้วเก่า–ขั้วใหม่” ยังคงได้ยินกันมาก ขณะที่คำเกี่ยวกับประชาชนคนไทย คำว่า “คนรุ่นเก่า–คนรุ่นใหม่” ก็ยังคง “มีการระบุถึงมาก” เช่นกัน …ซึ่งกับประเด็น “คนรุ่นเก่า–คนรุ่นใหม่”นี่แหละ…
“หลังจากศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุด” แล้ว…
ก็ยัง “ต้องระวังมีศึกการเมืองในบ้าน!!”
กรณี “การเมืองในบ้าน” ในมุมที่ ณ ที่นี้พลิกแฟ้มมาสะท้อนเพื่อชวนพิจารณากันนั้น หมายถึงประเด็น “ความเห็นต่างระหว่างคนรุ่นเก่า–คนรุ่นใหม่” ในครอบครัวหรือในบ้านเดียวกัน โดยคนรุ่นเก่าในที่นี้หมายถึง ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ส่วนคนรุ่นใหม่ในที่นี้หมายถึง วัยรุ่น ลูก หลาน ซึ่งในอดีตที่ไม่ได้นานมากเท่าไหร่ จากสถานการณ์ทางการเมืองก็เคยทำให้ “คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ในครอบครัวหรือในบ้านเดียวกันเกิดข้อพิพาทจากความเห็นต่าง”ซึ่งบางบ้านพิพาทกันรุนแรงถึงขั้น“เปิดศึก”เกิดการ “ทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง” โดยที่ “สาเหตุคือเห็นต่างทางการเมือง”
ในตอนที่แล้วทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้สะท้อนข้อมูลกรณี “โรคเครียดการเมือง” หรือ “พีเอสเอส” หรือ “โพลิติคอล สเตรส ซินโดรม (Political Stress Syndrome : PSS)” ที่ส่งผลเสียได้ทั้งทางด้านจิตใจ ทางด้านร่างกาย และทางด้านสัมพันธภาพต่อคนรอบตัว อันเนื่องจากเครียดการเมือง อย่างไรก็ตาม “เกิดปัญหาสัมพันธภาพต่อคนรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวหรือในบ้าน” นั้น…แม้ไม่ถึงขั้นป่วยโรคเครียดการเมืองก็อาจเกิดขึ้นได้ จากการ “เห็นต่างทางการเมือง”

ทั้งนี้ เกี่ยวกับการ “ระวัง-ป้องกัน-แก้ปัญหา” กรณี “เกิดข้อพิพาทในบ้านจากเรื่องการเมือง-มีศึกการเมืองในบ้าน” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูล ณ ที่นี้นั้น…เป็นข้อมูลจากงานวิจัยหัวข้อ “การเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างบิดามารดาและวัยรุ่น เพื่อส่งเสริมพัฒนาการความคิดทางการเมือง และแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในครอบครัว” ที่ได้มีการจัดทำไว้โดย ดร.มติ ทาเจริญศักดิ์ ในฐานะนักวิชาการสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งมีการเผยแพร่ไว้ในวารสารพฤติกรรมศาสตร์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 1 มกราคม 2566 ของสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ …โดยชุดข้อมูลวิชาการนี้ถึงวันนี้ยัง “น่าสนใจร่วมสมัย”
“แก้ขัดแย้งทางการเมืองในครอบครัว”
บางบ้าน “หลังเลือกตั้งอาจต้องแก้??”
โฟกัสที่ “วิธีช่วยลดพิพาทขัดแย้งในบ้านเพราะการเมือง” ในชุดข้อมูลระบุไว้ว่ามี “แนวทาง 3 ขั้นเกี่ยวกับการสนทนา” โดยสังเขปมีดังนี้คือ… “ขั้นก่อนสนทนา” ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจว่าวัยรุ่นก็ต้องการการสนทนาด้วยเหตุผล และให้เกียรติกัน ซึ่งผู้ใหญ่อาจใช้สถานภาพที่สูงกว่าเพื่อการอบรมด้วยความชิน จึงอาจเกิดการใช้อำนาจโดยไม่รู้ตัวจนถูกต่อต้านจากวัยรุ่น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่ต้องทำคือเตรียมตัวก่อนเริ่มสนทนา เช่น ปรับให้มีบรรยากาศแบบเพื่อน เตรียมความรู้การเมืองเพื่อสนทนา รวมถึงผู้ใหญ่ควรปรับลดความคาดหวังลง …เหล่านี้ก็เพื่อที่จะ “ทำให้การคุยการเมืองในบ้านราบรื่น”
“ขั้นสนทนา” เมื่อการสนทนาเริ่มขึ้น สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำคือกำหนดขอบเขตของเรื่องที่เปิดเผยได้ โดยอาจให้วัยรุ่นเป็นผู้กำหนด มีการรับฟังอย่างตั้งใจด้วยการเปิดโอกาสให้วัยรุ่นสนทนาโดยไม่ถูกขัด ต้อง ควบคุมอารมณ์และให้อภัยเมื่อวัยรุ่นแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ขัดใจผู้ใหญ่ อนุญาตให้วัยรุ่นตัดสินใจได้ด้วยตนเองเพื่อแสดงออกถึงความไว้วางใจของผู้ใหญ่ในครอบครัวในการสนทนาเรื่องการเมือง สร้างบรรยากาศแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งถ้าผู้ใหญ่ไม่แน่ใจในข้อมูลก็ควรบอกวัยรุ่นตามตรง และอย่าลืมปรับสัมพันธ์ในการสนทนาเสมือนเป็นเพื่อน …เหล่านี้เพื่อ“ทำให้การคุยการเมืองไม่ตึงเครียด”
อีกขั้นคือ “ขั้นหลังการสนทนา” เมื่อสนทนาการเมืองจบลง สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำคือแสดงออกด้วยความจริงใจ ไม่นำเรื่องที่สนทนากันไปเล่าให้ผู้อื่นฟังต่อ เพราะถ้าวัยรุ่นรู้ว่าผู้ใหญ่นำเรื่องที่สนทนาในบ้านไปเล่าต่อ ก็อาจส่งผลให้ไม่อยากเผยความคิดเห็นทางการเมืองให้ผู้ใหญ่ได้ฟังได้รู้อีก และอาจนำสู่ปัญหาพิพาทได้ …นี่ก็อีกแนวทาง ลดความขัดแย้งจากการที่สมาชิกในบ้านมีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกัน ซึ่งขั้นนี้ก็ประมาณว่า“ทำให้คุยการเมืองกันได้อย่างไว้วางใจกัน”
และข้อมูลที่น่าพิจารณาโดย ดร.มติ ทาเจริญศักดิ์ ยังมีบางช่วงบางตอนที่ระบุไว้ประมาณว่า… วัยรุ่นมักมองว่าการสนทนาในบ้านเสมือนถูกบังคับ การสนทนาเปิดเผยแนวคิดทางการเมืองออกมาอาจทำให้ถูกผู้ใหญ่ในบ้านตำหนิหรือลงโทษได้ อีกทั้งการเมืองก็เป็นอีกเรื่องที่วัยรุ่นมองว่าการจะเผยแนวคิดในบ้านก็ควรมีขอบเขต มีบางประเด็นที่ตนเองเก็บเป็นความลับได้ ซึ่ง ผู้ใหญ่ในบ้านควรต้องเข้าใจมุมมองของลูกหลาน …แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ขอเสริมย้ำเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า… ลูกหลานก็ต้องเปิดใจในความคิดเห็นหรืออุดมการณ์การเมืองของผู้ใหญ่ เพื่อจะ “ป้องกันการเกิดพิพาท”ได้ดีขึ้นอีก
ผ่านเลือกตั้ง “ในการเมืองยังมีศึกต่อ”
ขณะที่ “ในบ้านก็ต้องระวังมีศึกด้วย”
ก็ “ระวังมีศึกต่างขั้วต่างรุ่นในบ้าน!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



