นาทีนี้ไม่มีเรื่องไหนร้อนแรงและน่ากังขาไปกว่าเรื่อง “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู” อีกแล้วจากความสงสัยเล็กๆ ของผู้สื่อข่าว สู่การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ที่ทำเอาคนไทยทั้งประเทศต้องหนาวสันหลัง เพราะมันกำลังชี้ให้เห็นว่า “การเลือกตั้งโดยตรงและลับ” ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ อาจเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันที่ กกต. กำลังหยิบยื่นให้หรือไม่!!?
ปกติบัตรเลือกตั้งควรจะเป็นเหมือนใบไม้ในป่า ที่ไม่มีใครรู้ว่าใบไหนมาจากกิ่งไหน แต่จากข้อมูลที่ปรากฏ บาร์โค้ดบนบัตรกลับมีลักษณะเป็นเลขเฉพาะตัวที่รันต่อเนื่องกัน (Unique Running Number) ถ้านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีคำนวณออกมาแล้วว่า “เลขบนบัตร” สามารถโยงกลับไปหา “เลขบนต้นขั้ว” ได้ผ่านสูตรคณิตศาสตร์ง่ายๆ ….นี่จะคือหายนะ เพราะที่ต้นขั้วบัตรมีทั้งชื่อ นามสกุล และเลขบัตรประชาชนของเราเซ็นกำกับไว้
คำถามสั้นๆ ถึง กกต. … ถ้าใครคนหนึ่งถือบัตรที่ลงคะแนนแล้วในมือ แล้วเอาเลขบาร์โค้ดไปเทียบกับสมุดต้นขั้ว เขาจะรู้ทันทีใช่ไหมว่า “นาย ก.” เลือก “พรรค ข.”? …ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ความลับของการเลือกตั้งไทยก็ตายสนิทไปเรียบร้อยแล้ว
ความน่ากลัวของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นส่วนตัว แต่มันคือ “เครื่องมือในการทุจริต” ชั้นดี ยกตัวอย่างกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น หัวคะแนนอาจข่มขู่ชาวบ้านว่า “กาให้ใครข้ารู้หมดนะ เพราะข้าเช็กเลขบัตรได้” หรือการซื้อเสียง จากเดิมที่จ่ายเงินไปแล้วต้องลุ้นว่าเขาจะกาให้จริงไหม ตอนนี้คนซื้อเสียงสามารถ “ตรวจการบ้าน” ได้อย่างแม่นยำ …นี่มันคือการสร้าง Big Data แห่งความกลัว
แม้ว่าเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. จะออกมาเคลียร์เรื่องบาร์โค้ดว่า “เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน” จริงๆ แล้วบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้รู้ว่าบัตรรอบไหนของหน่วยไหน ลอตสำหรับการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่าพิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน เป็นมาตรการในการควบคุม ไม่มีใครรู้ได้ว่าเป็นข้อมูลหน่วยไหนอย่างไร
“บาร์โค้ดคือมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นดี ที่จะควบคุม รู้ได้เลยว่าที่ไปที่มาอยู่ไหนอย่างไร ไม่ใช่ไปบอกว่าของพรรคการเมืองไหน ไม่ใช่แน่นอน” รองเลขาธิการ กกต.ยืนยัน
แต่เพื่อความประจักษ์ชัดเจน เคลียร์ปัญหาคาใจของสังคม คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตัวตึงพรรคส้ม ออกมากระตุกเตือน กกต.ว่า “อย่าเงียบ” พร้อมแนะให้พิสูจน์กันไปเลยง่ายๆ แค่เอาบัตรพร้อมต้นขั้วของบัตรที่อยู่ในหีบ บัตรที่เหลือ และบัตรที่ยังไม่ได้ใช้ มาสแกนบาร์โค้ดให้สื่อมวลชนดู แค่นี้ก็รู้แล้วครับว่า กกต. ทำผิดกฎหมายหรือไม่
คุณวิโรจน์อธิบายว่า กรณี Barcode หรือ QR Code ที่บัตรเลือกตั้งทั้งบัตรสีเขียว (เลือก สส.เขต) และบัตรสีชมพู (เลือก สส.บัญชีรายชื่อ) เป็นเรื่องใหญ่ที่ กกต. จะเงียบไม่ได้ ถ้าเป็นรหัสซ้ำ ที่บัตรทุกใบเป็นรหัสเดียวกัน เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นบัตรเลือกตั้งจริง ถ้าเป็นแบบนี้ไม่เป็นปัญหา
แต่ถ้ารหัสบาร์โค้ด หรือ QR Code เป็นรหัสเฉพาะ (Unique Running Code) ที่ตรงกับต้นขั้วของบัตร ก็จะทำให้รู้ทันทีว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งโหวตเลือกอะไร ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับว่า กกต. ทำผิดกฎหมายทั้ง มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ และมาตรา 96 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ม.96 ที่ห้ามทำเครื่องหมายที่บัตรเลือกตั้ง
ย้ำชัดๆ นะครับ ถ้าบัตรแต่ละใบมีรหัสเฉพาะที่ไม่ซ้ำ และรหัสนั้นตรงกับต้นขั้ว ที่มีลายเซ็นของผู้มาใช้สิทธิ์ ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะระบุถึงตัวผู้ใช้สิทธิ์ได้แล้วครับว่าแต่ละคนโหวตอะไร
ต้องบอกว่าวันนี้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อองค์กรอิสระหลายแห่ง ในหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะการ “พิสูจน์โกง” หรือ “การจับโกง” และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. ) ก็เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระนั้น ซึ่งที่ผ่านมาโฟกัสไปตกหนักที่ คุณแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่วันนี้ลามไปทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่เรื่องฮั้ว สว. และลุกลามมาจนถึงการจัดการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศ ที่มีปัญหาให้คาใจเต็มไปหมด ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือ กกต. อีกต่อไป
ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าด้วยความโปร่งใส ขอเรียกร้องต่อ กกต. ให้แสดงสปิริตและความรับผิดชอบหากตรวจสอบแล้วพบว่าระบบบาร์โค้ดนี้สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้จริง กกต. ทั้งคณะต้องพิจารณาตัวเอง ไม่ใช่แค่ คุณแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เท่านั้น และไม่ใช่แค่โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ
เพราะวันนี้วิกฤติศรัทธาและความสงสัยเรื่อง “พิรุธ” และ “การโกงเลือกตั้ง” ได้กระจายไปทั่วจนหาความเชื่อมั่นไม่ได้ การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ นับเฉพาะหน่วย เฉพาะจังหวัด หรือแม้แต่ “จัดเลือกตั้งใหม่” ณ ตอนนี้อาจคือทางออกเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อล้างมลทินและคืนความศรัทธาให้ระบอบประชาธิปไตย
อย่าให้คำว่า “กกต.” กลายเป็นชื่อย่อขององค์กรที่ประชาชนหมดความไว้วางใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์เลยครับ ท่านมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ไม่ใช่ทำให้มันมืดมนและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงแบบนี้!
คนเถรตรง



