มหาวิกฤติสงครามในตะวันออกกลางอาจกินเวลายาวนานกว่าจะยุติ น้ำมันจะไม่ใช่แค่แพงขึ้น แต่การจัดหาจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้นด้วย รัฐบาลต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจเหตุการณ์และบริหารสภาวะน้ำมันในประเทศให้มีผลกระทบน้อยสุด เลิกบอก เรามีน้ำมันสำรองเป็นร้อยวัน ไม่มีปัญหา สงครามส่งผล
กระทบเราน้อย

แต่แม้บอกความจริง นายกฯ คุณหนูก็ยังไม่กล้าชี้เปรี้ยงไปว่า สถานการณ์เลวร้ายสุดยังมาไม่ถึง ตอนนี้แค่พายุฝนฟ้าคะนองใหญ่ พายุไซโคลนจะเกิดหลังจากนี้ไม่นานเกินรอ ต่อให้สงครามยุติวันนี้พรุ่งนี้ (ซึ่งไม่มีทาง) แบบที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯ สิงคโปร์ออกคลิป 10 นาที แต่คมกริบ ลึกซึ้งกินใจ แบบอย่างที่นายกฯ คุณหนูน่าศึกษายิ่ง

เฉพาะหน้าวิกฤติน้ำมันราคาแพง ดีเซลใกล้ทะลุ 60 บาทและจ่อขึ้นต่ออีก ผู้ร้ายตัวเป้ง คือ ไอ้โม่ง จอมกักตุน อีกตัวก็ โรงกลั่น ตัวแรก ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ก่อนหน้าทั้ง พิพัฒน์ รัชกิจประการ และนายกฯคุณหนู ยันเสียงแข็งไม่มีไอ้โม่ง น้ำมันหายเพราะประชาชนตื่นตระหนกตุนน้ำมันเกินพอใช้ จนถูกด่าทั้งแผ่นดิน แต่ที่สุดนายกฯคุณหนู ก็นั่งหัวโต๊ะแถลงข่าวพร้อม รมว.ยุติธรรม กับตำรวจและดีเอสไอ ออกทีวีทั่วประเทศ (หลังวิกฤติิน้ำมัน 28 ก.พ.)

นายกฯ แถลงว่า มีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร จากต้นทางโรงกลั่น 217 ล้านลิตร ส่งไป 6 คลังน้ำมันในสุราษฎร์ธานี เหลือแค่ 160 ล้านลิตร โดยลอยเรือประวิงเวลาขนส่งในทะเล ช้าไป 1 วัน 13 เที่ยว 35.7 ล้านลิตร ช้าไป 2 วัน 7 เที่ยว 16.2 ล้านลิตร 2 ลำรวม 51.7 ล้านลิตรแล้ว นอกเหนือจากปมการจ่ายน้ำมัน ที่เดือนกุมภาพันธ์ 18ล้านลิตร แต่มีนาคมเหลือแค่11ล้านลิตร ลดลงอย่างมีเงื่อนงำ ทั้งที่โรงกลั่น ขายน้ำมันให้ตามปกติ  ไม่วายออกตัว รู้เรื่องนี้ตั้งนานแล้ว บอกไม่ได้เพราะกลัวข่าวรั่ว ก็พูดจาแบบนี้แหละ 70% จากนิด้าโพล ล่าสุด ประชาชนถึงไม่เห็นใจนายกฯ เลย     

บริษัทพีซีสยามปิโตรเลียม ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในภาคใต้ (เจ้าของชื่อ พรชัย เหลืองกำธร มี 26 บริษัทในเครือ) ตกเป็น “จำเลย” ในข้อหากักตุนน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร ออกมาปฏิเสธทันที ยันทำตามกฎหมาย มีหลักฐานพร้อมสู้คดีน้ำมันที่ถูกหากักตุนเป็นเบนซิน ไม่ใช่ดีเซล คดีนี้จะจบแบบไหน น้ำมันล่องหนอีก 50 กว่าล้านลิตร ใครคือ ไอ้โม่ง

ชวนพวกเราช่วยกันติดตาม อย่ากะพริบตาเชียว 

ผู้ร้ายอีกตัว โรงกลั่น รองนายกฯ และ รมว.คลัง  เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธาน คตร.รับไม้ต่อจากนายพิพัฒน์ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น คกก.ศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาเชื้อเพลิง หรือ คตร. แถลงว่า ตั้งแต่ เม.ย.นี้จะใช้ .ร.ก.แก้ไขและป้องกัน
ภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 รีดกำไรส่วนเกินมาคืนกองทุนน้ำมัน
(ก่อนหน้าใช้เจรจาแทน) ถ้าค่าการกลั่นที่ว่าสูงถึง 16-17 บาท จากเดิมย้อนหลัง 5 ปีเฉลี่ย 2.45 บาท ส่วนต่างเท่าไหร่แน่?!?

เราว่า โรงกลั่นเองควรเอาตัวเลขมาโชว์ให้เห็นว่า ตนกำไรสมเหตุสมผล ไม่งั้นจะกลายเป็นที่เกลียดชังและถูกสาปแช่ง เพราะค้ากำไรบนความทุกข์ยากแสนสาหัสของประชาชน โดย 6 โรงกลั่นในไทย 5 โรง มีรัฐเข้าไปถือหุ้นทั้งสิ้น อีกโรง แม้เป็นของต่างชาติ ก็ไม่มีปัญหา ถือเป็นอีกวิกฤติที่ ดร.เอกนิติ กับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่คุยไว้ก่อนหน้า ไม่สนหน้าไหน พร้อมทุบ พร้อมแทง ถึงเวลาต้องโชว์ฝีมือ ฯพณฯ รมว.พลังงานเสียที  

ใด ๆ ที่ต้องจริงจัง นอกเหนือจากเนื้อน้ำมัน ทุกคนรู้ มีเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ที่บวกกับเนื้อน้ำมันเกือบครึ่ง โดยเฉพาะ ภาษีสรรพสามิต ลิตรละ7 บาท VAT อีก 7 % ถึงเวลาที่รัฐต้องยอม “เฉือนเนื้อ” ตัวเองเหมือนหลายประเทศที่ทำเพื่อผ่อนคลายภาวะน้ำมันแพงโหด ควรเหลือ 0% หมด เงินที่หายไป เป็นหน้าที่ “ขุนคลัง” ต้องบริหารจัดการหามาทดแทนให้ได้ ไม่ว่าจะกี่หมื่นกี่แสนล้าน ในการแถลงข่าวจันทร์ 6 เม.ย. เราไม่เห็น ดร.เอก พูดถึงประเด็นนี้เลย 

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัดอย่างจริงจัง อย่าโยนภาระทั้งหมดให้ประชาชนแบกรับผ่าน “กองทุนน้ำมัน” อย่างเดียวสิ มันง่ายไป และเห็นแก่ตัวอีกด้วย ไม่เช่นนั้น จะมีรัฐบาล “เลือกตั้ง” ไปทำไมเล่า.

ดาวประกายพรึก

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่