เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่ม สว.ลำดับสำรอง และอดีตผู้สมัคร สว. นำโดย พล.ต.ท.คำรบ  ปัญญาแก้ว อดีต ผู้ช่วยผบ.ตร. พร้อมคณะ เดินทางมาติดตาม “คดีฮั้ว สว.” และนำแถลงการณ์ของกลุ่ม สว.สำรอง มามอบให้ กกต.ระบุว่า ตามที่ได้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ที่ผ่านมาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประกาศรับรองผลการเลือกไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.ค.2567 และต่อมามีการร้องเรียนกล่าวหามากมายว่าไม่สุจริตและเที่ยงธรรมและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนกลางชุดที่ 26 ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมเป็นคณะกรรมการฯ รวม 7 คน โดยได้มีการสืบสวนไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมากมายจนมีหนังสือแจ้งผู้เกี่ยวข้องเข้ารับทราบและแก้ข้อกล่าวหาหลายครั้งรวมเกือบ 200 คน ตามข้อมูลข่าวที่สื่อมวลชนต่างๆได้นำเสนอไปแล้วนั้น

บัดนี้ ได้ทราบข่าวว่า คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนกลางชุดที่ 26จะสรุปความเห็นเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ โดยเชื่อได้ว่าอาจจะมีข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องซึ่งอาจแยกได้เป็น 3 กลุ่มบุคคล ดังนี้ 1. กลุ่มผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในฐานะ คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองบางพรรคการเมืองที่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด 2.กลุ่มผู้ที่เป็นนักการเมืองอื่นหรือบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาและเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด และ3.กลุ่มผู้ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาปัจจุบัน ที่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดโดยที่ในการพิจารณาพฤติการณ์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคลนี้เชื่อมั่นว่ามีพยานหลักฐานและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมากที่ชัดเจนและยืนยันถึงข้อกล่าวหาทุกคนได้อย่างชัดเจนจึงใคร่ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้โปรดใช้ความรู้ความสามารถและวิจารณญาณในการไตร่ตรองใคร่ครวญให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแห่งคดี


โดยเฉพาะใน “กลุ่มที่ 3” ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องและมีหลักฐานเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องรู้เห็นหรือมีผู้ดำเนินการโดยทุจริตจัดทำโพยล็อกการลงคะแนนให้บุคคลอื่นลงคะแนน อันเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม และเป็นการกระทำฝ่าฝืน มาตรา 76 และหรือ มาตรา 77ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามความในมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยจะต้องมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น


อีกทั้ง ในสำนวนคดีนี้ เนื่องจากผ่านการดำเนินการของคณะกรรมการสืบสวน/ไต่สวนที่ 26ซึ่งล้วนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น และระหว่างการดำเนินการสืบสวนและไต่สวน คณะกรรมการสืบสวน/ไต่สวนที่ 26 ก็มีการขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับตลอดมาดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงเป็นผู้ใช้อำนาจและหน้าที่ ในการสืบสวน/ไต่สวนด้วยตนเองเป็นองค์คณะโดยตรง ตลอดมานับแต่ได้มีมติให้สั่งรับเป็นคดีกรณีเป็นความปรากฏจึงไม่มีเหตุจำเป็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเพื่อพิจารณากลั่นกรองสำนวนซ้ำอีก เพราะจะเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงหรือมีเจตนาหน่วงเหนี่ยวหรือยืดระยะเวลาการลงโทษผู้กระทำผิดเกินความจำเป็น

ผู้ร้องจึงร้องขอให้ 1.คณะกรรมการการเลือกตั้งงดเว้นการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเข้ามาทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองสำนวนซ้ำ อันเป็นการประวิงเวลาการการดำเนินการและลงโทษผู้กระทำผิด 2.คณะกรรมการการเลือกตั้งทุกท่าน บันทึกความเห็นส่วนบุคคลโดยระบุรายละเอียดพฤติการณ์ การกระทำผิดลงในคำวินิจฉัย ตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำสืบในชั้นศาล หรือเพื่อเป็นการอ้างอิงหากจะต้องมีการร้องขอต่อศาลในการตรวจสอบภายหลังดังนั้น คดีนี้จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ว่า มีการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอย่างเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมาว่าบรรพบุรุษของปวงชนชาวไทยในรุ่นต่อๆ ไป ได้กระทำไว้อย่างไรและมีการแก้ไขกันอย่างไร เพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้นำไปศึกษาในเชิงวิชาการต่อไป.