เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม บนเวทีดีเบต ว่า ถือเป็นจุดยืนทางการเมือง ที่ไม่ใช่เฉพาะของหัวหน้าพรรคฯ และ พรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น แต่เกิดจากการรับฟังเสียงประชาชน ผ่านแคมเปญ “ประเทศไทยไม่ทน” ซึ่งประชาชนบอกว่า ไม่สามารถให้ร่วมกับการเมืองสีเทา และการทุจริตได้ การประกาศจุดยืนเช่นนั้นของนายอภิสิทธิ์ เป็นความกล้า และเมื่อประกาศไปแล้ว มีเสียงวิจารณ์ว่าที่สุดแล้ว ก็เหมือนเดิมว่าเมื่อหัวหน้าพรรคฯ ประกาศจุดยืนไปแล้ว กรรมการบริหารพรรคก็มีมติอีกทางเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วสุดท้าย หัวหน้าพรรคฯ ก็ลาออก แต่มาวันนี้นายอภิสิทธิ์ ประกาศในที่ประชุม กก.บห. เองว่าขอให้เป็นมติผูกพัน และในทางข้อบังคับพรรคฯ ถือเป็นการผูกพันไปถึงหลังเลือกตั้ง และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ จะอยู่จนครบวาระ เพื่อทำการเมืองต่อไป

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ในเวทีดีเบต เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนแปลกใจต่อท่าทีของพรรคประชาชนที่ไม่กล้าประกาศ ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพูดไม่ได้ เพราะกลัวผิดกฎหมาย แต่ก่อนหน้านั้นสามารถพูดได้ว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย จึงถือว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐาน ทั้งที่การเมืองควรมีจุดยืนที่ชัดเจน

“ผมแปลกใจมากกว่านั้นทันทีที่นายอภิสิทธิ์ประกาศไม่เอาพรรคกล้าธรรม กลับมีการตีความหลายทาง หนึ่งในนั้น คือ มองว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งไม่เกี่ยวข้อง เพราะการประกาศของนายอภิสิทธิ์นั้นไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆ มีแค่การประกาศจุดยืนชัดเจน ว่าไม่เอาทุนเทา ต้องทำการเมืองสุจริต และขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองมีจุดยืนที่ชัดเจนเช่นกัน และมีการตีความว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม แล้วจะไปจับมือส้ม แดง ถือเป็นยุทธศาสตร์การเมืองที่มุ่งโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ บิดเบือนข้อเท็จจริงจากจุดยืนทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ว่าจับมือใครหรือไม่จับมือใคร แต่เหตุผลที่ไม่จับมือนั้นเพราะอะไร ประชาชนต้องการอะไร ผมยืนยันการประกาศของหัวหน้าเป็นมติพรรคเปลี่ยนแปลงไม่ได้” นายสาทิตย์ กล่าว

เมื่อถามว่ากระแสที่แต่ละพรรคการเมืองจะจับมือล่วงหน้า ซึ่งรวมถึงพรรคกล้าธรรม ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ทำการเมืองอย่าดูถูกประชาชน อย่าคิดแทนประชาชนว่าพรรคไหนจะชนะ ปัจจุบันสิ่งที่ประชาชนต้องการรู้คือ จุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ดังนั้นจากวันนี้ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 จะมีอีกหลายเวทีดีเบต ขอให้ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เวทีดีเบตแรกจนถึงเวทีสุดท้ายว่าใครหนีดีเบต มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ไม่กล้าออกทีวีดีเบต ทั้งที่ในประเทศประชาธิปไตย การดีเบต คือ เวทีแสดงจุดยืนทางการเมือง

ต่อข้อถามว่าทำไมเลือกประกาศไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม แต่บางพรรคที่มีประวัติไม่โปร่งใสกลับไม่ประกาศ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขอให้ดูต่อไป มีเป็นซีรีส์แน่นอน

เมื่อถามถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นายสาทิตย์ กล่าวว่า ยังมีความจำเป็น แต่การบังคับใช้ต้องเกิดความชัดเจนโปร่งใส ประเด็นไม่อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนประกาศจุดยืนจะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจับมือด้วยได้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ต้องฟังจุดยืนก่อน ส่วนการจับมือกับใครยังอีกนาน และหัวหน้าพรรคประชาชน ไม่ได้บอกว่าจะแก้มาตรา 112 แต่มุ่งเน้นจะนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องหาในคดี มาตรา 112 ซึ่งตอนนี้ กฎหมายฉบับนี้ ถูกแช่แข็งอยู่ จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ จะมีมติให้เดินหน้ากฎหมายฉบับนี้หรือไม่

เมื่อถามถึงกระแสโจมตีพรรคประชาธิปัตย์บนโซเชียลมีเดีย เรื่องสลายการชุมนุม และคดี 99 ศพ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตอนนี้ถูกโจมตี 3 เรื่อง เรื่องแรก โครงการชั่งไข่ ซึ่งเป็นประเด็นเก่าแก่ ไม่มีผลเพราะไม่มีอยู่จริง เรื่องคดี 99 ศพ เรื่องนี้ ต้องดูที่นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงกับนักศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งเรื่องเอ็มโอยู ฉบับปี 2543 และปี 2544  ที่ตอนนี้ก็พูดถึงน้อยลง เพราะมีการประชุมผ่านกลไกทวิภาคีแล้ว จึงมองว่า เป็นเรื่องธรรมดา ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่นำมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ หลังพรรคฯ ได้รับความสนใจจากประชาชน ซึ่งพรรคฯ และหัวหน้าพรรคฯ พร้อมชี้แจงทุกเรื่อง