ทั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “วิกฤติฝุ่นแก้แบบแยกส่วนไม่ได้” เพราะมี “หลายปัจจัยซ้อนกันอยู่” และ ปัญหาการเผาจนเกิดฝุ่นพิษเป็นผลของระบบที่ยังไม่มีกลไกให้คุยกันล่วงหน้าจริงจัง ส่งผลให้การจัดการยังแยกส่วน ทั้งเรื่องของ “น้ำ–อากาศ–การเกษตร” ส่งผลให้แต่ละส่วนเผชิญ “กรอบระยะเวลา–เงื่อนไข”
“เกษตรกร–ชลประทาน” ก็ “มีแรงบีบ”
“แต่ละฝ่าย” ต่างก็ “มีแรงบีบที่ต่างกัน”

รศ.ดร.กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ
ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อจากที่ รศ.ดร.กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ได้สะท้อนไว้ถึงปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เห็นสถานการณ์ว่า… ด้วยความที่ ระบบกำกับดูแลน้ำ อากาศ ภาคเกษตร ไม่เชื่อมจังหวะเข้าด้วยกันโดยเฉพาะการเชื่อม “ปฏิทินน้ำ-ปฏิทินอากาศ-การตัดสินใจในพื้นที่”ส่งผลให้ ปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5 จึงเป็นผลจาก “โครงสร้างเวลา” และ “การจัดการที่แยกส่วน” จึงไม่ควรโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้การแก้ปัญหาฝุ่นไม่เป็นการสร้างความขัดแย้ง ซึ่งมีข้อมูลภาคสนามหลายชิ้นชี้ว่า… เกษตรกรไม่ได้อยากเผา แต่ “เผาเพราะมีกรอบเวลาบีบอยู่” ซึ่งก็คือ “วันน้ำ-วันที่น้ำชลประทานจะมา”โดยที่ “แผนส่งน้ำ” ที่ใช้งานอยู่มีลักษณะ “แข็ง-ตึง-ไม่ยืดหยุ่น”
“แรงบีบหลายชั้นที่ซ้อนกัน ทำให้กรอบเวลาน้ำมีบทบาทกับกรอบเวลาเผาของเกษตรกร เพราะรอบปลูกข้าว และพืชหลัก กำหนดให้ชลประทานต้องส่งน้ำพร้อมกันเป็นช่วงสั้น ๆ ซึ่งถ้าไม่ส่ง หรือส่งช้า เกษตรกรก็จะเสียรอบเพาะปลูก อีกทั้งข้อจำกัดชลศาสตร์ของระบบ ซึ่งคลองหลักคลองซอยมีความจุจำกัด การเปิดปิดประตูน้ำต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะเปิดแรงน้ำก็ท่วม ปิดเร็วคลองก็แห้งขอด จึงต้องวางตารางเวลาล่วงหน้ากับต้องส่งเป็นบล็อกเวลา”…เป็นตัวอย่าง “แรงบีบหลายชั้น” ที่ระบุไว้โดยผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องนี้ ที่ชี้ว่า ปัญหาไม่สามารถแก้แบบแยกส่วน
“น้ำ–อากาศ–เกษตร…ต้องแก้ควบกัน”
ข้อมูลในเฟซบุ๊ก “กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ” ของ รศ.ดร.กอบเกียรติ มีการหยิบยกนำเสนอ “กรณีศึกษาในต่างประเทศ”ที่ไทยก็สามารถใช้เป็นบทเรียนได้ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ อาทิ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ใช้แนวคิด Rice straw ผนวกกับ air basin management โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวลุ่ม หลังพบว่า…การเผาฟางสัมพันธ์กับช่วงน้ำลดในนากับช่วงอากาศนิ่ง จึง กำหนดกรอบเวลาการจัดการฟางข้าว เชื่อมโยงกับวันจ่ายน้ำเข้า กับข้อมูลพยากรณ์อากาศ ผลที่ได้คือเกษตรกรไม่จำเป็นต้องเผาพร้อมกันทั้งพื้นที่ จึงช่วยลดฝุ่นควัน โดยไม่เพิ่มต้นทุนเกษตรกร …นี่เป็นกรณีศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา

และบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มีการใช้แนวคิด Water scheduling กับ community coordination ในหลายพื้นที่นาข้าว ด้วยการนัดหมายการจ่ายน้ำเป็นรอบชุมชน ร่วมกับข้อตกลงท้องถิ่น ว่า… จะไม่จัดการฟางในช่วงลมสงบ และไม่ทำพร้อมกันทั้งตำบล โดยมีหัวใจอยู่ที่ เกษตรกรรู้ไทม์ไลน์เดียวกันล่วงหน้าหรือที่ จีน แถบมณฑลกลุ่มแยงซี มีการนำแนวคิด Air-quality–driven irrigation timing มาใช้ โดยใช้ข้อมูล PM2.5 และการไหลเวียนอากาศ มาประกอบการตัดสินใจเรื่องการเปิด–ปิดน้ำในนาน้ำลึก และช่วงเวลาที่อนุญาตให้จัดการเศษพืช โดยมีเป้าหมายเพื่อเลี่ยงวันที่อากาศรับภาระไม่ไหวไม่ใช่เพื่อห้าม
“บทเรียนร่วมที่เหมือนกันทุกประเทศ ที่ประเทศเหล่านี้ทำ คือไม่เริ่มจากโทษเกษตรกร และไม่แยกน้ำกับอากาศเป็นคนละเรื่อง แต่มองว่าทุกอย่างอยู่ในระบบเดียวกันจึงขยับจังหวะเวลา แทนที่จะเป็นการเพิ่มบทลงโทษโดยทดลองเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยขยายจนสามารถแก้ปัญหาได้จริง” …ทาง รศ.ดร.กอบเกียรติ สะท้อนแง่มุมเรื่องนี้จาก “กรณีศึกษาในต่างประเทศ” ที่แก้ปัญหาแบบไม่แยกส่วน โดย มอง “เกษตร–น้ำ–ลม–ฝุ่น” เป็น “ระบบเดียวกัน”
ทั้งนี้ รศ.ดร.กอบเกียรติ ย้ำว่า… ปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5 เป็นผลจากโครงสร้างเวลาและการจัดการที่แยกส่วน จึงไม่ควรโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งพื้นที่ชลประทาน เกษตรกรจำนวนมากถูกบีบด้วยกรอบเวลาที่ต้องเตรียมแปลงให้ทันรอบส่งน้ำ การเผาจึงเป็นผลของข้อจำกัดเชิงระบบ…ไม่ใช่ความสมัครใจ ซึ่งไม่ใช่สาเหตุเดี่ยวของฝุ่น…แต่ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ขณะที่…ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาชี้ว่าวันที่ฝุ่นรุนแรงมักสัมพันธ์กับสภาพอากาศปิด หรือมีลมอ่อน-อากาศนิ่งร่วมด้วย ดังนั้น จะแก้ปัญหาฝุ่นได้ ต้องบูรณาการ “การบริหารน้ำ–การจัดการเวลาเกษตร–การพยากรณ์อากาศ” พร้อมกัน
“คำถามคือ…ถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่าวันไหนอากาศปิด วันไหนลมพัดเข้ากรุงเทพฯ วันไหนจะเริ่มจ่ายน้ำ เรา จำเป็นต้องปล่อยให้ทุกอย่างชนกันพอดีเหมือนเดิมหรือไม่? หรือควรเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า…ขยับวันจ่ายน้ำได้ไหม เพื่อไม่ให้วันเผาชนกับวันที่อากาศปิด ซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด…แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ต้องรออำนาจ ขอแค่เริ่มคุยกันด้วยข้อมูลเดียวกัน”…เป็น“ข้อเสนอ”จาก รศ.ดร.กอบเกียรติ และเป็น “ปุจฉาชวนคิด” กับแนวคิดหรือ กรอบบูรณาการเชิงระบบ “น้ำ+ลม+นา” ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5
“แก้ปัญหาฝุ่นพิษ” อย่าง “สร้างสรรค์”
โดย “ไม่มัวแต่โทษกัน–มุ่งหาคนผิด”
“มองใหม่” เพื่อ “แก้ให้ได้ผล–ยั่งยืน”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



