ปรากฏการณ์ “ทรัมป์เขย่าโลก” กำลังกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่ซัดเข้าหาเรือเหล็กของ “ครม.หนู 2” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จนซวนเซ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มนับ 1
เมื่อราคาน้ำมันพุ่งทะยานพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร กลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ที่ลามไปถึงห่วงโซ่อาหารและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างพาเหรดกันปรับราคาขึ้นถ้วนหน้า ทำเอาประชาชนเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน
นี่คือสถานการณ์ที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับคำพูดหาเสียงของ “นายกฯอนุทิน” ที่เคยประกาศก้องว่า จะพาคนไทยรวยจนต้องร้องขอรวยไม่ไหวแล้ว แต่ภาพที่เห็นในวันนี้กลับกลายเป็นประชาชนต้อง “ร้องขอชีวิต” จากภาวะข้าวยากหมากแพงแทน

แม้ “นายกฯ อนุทิน” จะเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ เพื่อคลอด 7 มาตรการเร่งด่วน 1.ลดภาษีสรรพสามิต 2.ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เพิ่มวงเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท 3.เยียวยาภาคขนส่ง ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง 4.ช่วยเหลือเกษตรกร (ต้นทุนปุ๋ย) 5.กลุ่มประมง ส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน B20 6.ผู้รับเหมาภาครัฐผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ และ 7.ช่วยเหลือเอสเอ็มอี
ขณะที่ฟากกระทรวงพลังงานก็พยายามออกมาชี้แจงตัวเลขเปรียบเทียบ ว่า ราคาน้ำมันไทยยังต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือฟิลิปปินส์ เพื่อสยบกระแสความไม่พอใจของประชาชน การปล่อยขึ้นราคาแบบนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุน หรือการลักลอบส่งออก
แต่ในสายตาของนักวิชาการอย่าง “อัทธ์ พิศาลวานิช” แนวโน้มภาพรวมดูแล้วแม้จะเป็นมาตรการที่ครอบคลุม แต่ในมาตรการของกลุ่มเปราะบางที่เพิ่มเงินให้อีก 100 บาท ในบัตรคนจนนั้น จะเพียงพอกับราคาสินค้าที่เตรียมปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ข้าวแกง ก็60 บาท แล้ว น้ำก็จะขึ้นอีก อะไรหลายๆอย่างก็จะขึ้นตามมาอีก ดูแล้วไทยกำลังจะเข้ายุคข้าวยากหมากแพง โดยทุกมาตรการก็ต้องมาดูในรายละเอียดด้วยเช่นกันว่าจะช่วยอย่างไรในระยะยาว
การแก้ปัญหาที่ผ่านมาถือว่าสอบตกในเรื่องของการบริหารจัดการ และถูกตั้งคำถามที่ย้อนกลับมาหาคนบริหาร คือ “ต้นทุนชีวิต” ของคนไทยผูกติดกับราคาน้ำมันลิตรละ 39 บาทไหวจริงหรือ หากการบริหารจัดการยังทำได้แค่เพียง “ดีแต่พูด” ไม่สมกับสโลแกน “พูดแล้วทำ” ก็จะกลายเป็นบูมเมอแรง ที่ย้อนกลับมาลดทอนศรัทธาของรัฐบาลเอง
นอกจากนี้ยังมีเกมเดือดในสภา บรรดาสส.กว่า 100คน รุมกระซวกรัฐบาล ในญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง แนวทางรับมือวิกฤติการณ์จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย แต่กลับไม่มีรัฐบาลลุกขึ้นชี้แจงแต่อย่างใด

แถมจี้รัฐบาล“พูดความจริงกับประชาชน” และเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันและพลังงานในภาคส่วนต่าง ๆ หยุด “ชี้นิ้วโทษประชาชน” และทบทวนเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” โดยเฉพาะการตั้ง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” มาเป็นหัวหน้าทีมไล่ล่าตรวจสอบน้ำมัน พร้อมตั้งคำถาม เอาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจน้ำมันมาแก้ปัญหาที่มีอยู่นั้น แก้เพื่อประโยชน์ใครกันแน่ หากรัฐบาลไม่เคลียร์ตัวเอง สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่น้ำมันในปั๊มเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความน่าเชื่อถือ-ความศรัทธา” ที่จะกู้คืนไม่ได้อีกเลย
นี่คือสัญญาณอันตรายของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ยังไม่ทัน “ฮันนีมูน” ก็จ่อจะ “พังพาบ” เห็นได้จากคนกันเอง “อดิศร เพียงเกษ” สส.เพื่อไทย ยังออกมาจวกแรงถึงการ “อมพะนำ” ของฝ่ายบริหารที่ไม่ยอมมาตอบกระทู้ในสภาฯ พร้อมเตือนสติว่า ระบบรัฐสภาอยู่ได้ด้วยศรัทธา หาก “นายกฯ-รัฐมนตรี”ไม่ใช้โอกาสนี้พูดชี้แจง เพราะเหตุรัฐบาลยังไม่สมบูรณ์ทั้งที่ก็รู้กันอยู่แล้วว่าใครจะอยู่ตรงไหน
“จึงน่าเป็นห่วงว่า รัฐบาลข้างหน้าประชาชนจะไว้ใจ ศรัทธาหรือไม่ เพราะความล่าช้าทำให้เสียเวลา เสียโอกาส ถ้ารัฐบาลขาดศรัทธา ระวังจะไม่มีที่ยืน”อดิศร กล่าว

หวังว่าเมื่อได้ครม.เต็มรูปแบบแล้วจะสามารถอุดช่องโหว่ ในการบริหารจัดการได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา กระสุนไปตกที่ “นายกฯอนุทิน-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ- ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และพิพัฒน์ รัฐกิจประการ” เต็มเป้า
โดยเฉพาะ “ดร.เอก-ซูปอร์จี” ที่พึ่งเข้ามาทำงานได้ 2 เดือน หลังแถลงนโยบาย รัฐมนตรี “ดรีมทีม” เตรียมเจอนรกของจริง และต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือตัวเองอย่างหนัก เพราะแบกความหวังของคนทั้งประเทศ จากการขายฝันของ “นายกฯหนู” ว่า เป็นมืออาชีพจะพาคนไทยรวย จนต้องร้องขอรวยไม่ไหวแล้ว

ล่าสุดเพจภูมิใจไทยปิดกั้นแสดงความเห็น หลังโดนทัวร์ลงเหตุลักหลับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท จนคนด่าทั้งประเทศ โดยในวันที่ 26 มี.ค.69 พรรคภูมิใจไทยได้โพสต์เนื้อหาการอภิปรายราคาน้ำมันของ สส.พรรคภูมิใจไทย ในการเสนอญัตติด่วน เพื่อให้พิจารณาถึงปัญหาของวิกฤติพลังงานและผลกระทบต่อประชาชน ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มี.ค. โดยแบ่งซอยโพสต์เป็นการอภิปรายของ สส.แต่ละคน
แต่มีผู้แสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการประกาศขึ้นราคาน้ำมันเป็นจำนวนมาก หลายคนนำถ้อยคำของนายอนุทิน ที่เคยหาเสียงว่า “รวยไม่ไหวแล้ว” มาล้อเลียนไปจนถึงเย้ยหยัน

ทำให้ในช่วงเย็นวันที่ 26 มี.ค. เพจเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย ตั้งค่าการแสดงความเห็น โดยในโพสต์ล่าสุดที่แชร์การแถลงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ เปลี่ยนเป็นให้ผู้ที่ติดตามเพจแล้วเกิน 24 ชม.เท่านั้น จะแสดงความเห็นได้ และแอดมินเพจโพสต์ว่า “ขอความกรุณาแสดงความเห็นด้วยถ้อยคำสุภาพ” และยังปิดกั้นการแสดงความเห็นโพสต์ก่อนหน้าที่ไม่เก่านัก
ต้องจับตาดูรัฐมนตรีดรีมทีม จะแบก “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่พวงลูกบังเกิดเกล้า บริหารประเทศอย่างไรให้รอดพ้นวิกฤติครั้งนี้
ความคืบหน้าครม.สัปดาห์หน้าคงจะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ เข้าสู่กระบวนการถวายสัตย์ ตามด้วยแถลงนโยบาย ในวันที่ 7-8-9 เม.ย.69 เดินหน้าทำงาน แต่ต้องรอดูว่ามีใครตกสรรค์หรือไม่

ต้องจับตาดูเวทีสภาในวันแถลงนโยบายของรัฐบาลสีน้ำเงิน ฝ่ายค้านเตรียมลับดาบชำแหระรัฐบาล ซ้อมฝีปากก่อนปักหมุดเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป น่าจะเป็นดุเดือดเลือดพล่าน หลังสะสมแค้นที่ฝ่ายค้านเปิดญัตติด่วนเรื่องแก้วิกฤติน้ำมัน แต่ไม่มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั้งนายกฯยังไม่ยอมมานั่งรับฟังปัญหาด้วยตัวเอง
นาทีนี้หากรัฐบาล “สีน้ำเงิน” ยังแก้เกมไม่ทันท่วงที และยังบริหารความรู้สึกประชาชนไม่ได้เหมือนที่เป็นอยู่ วิกฤติน้ำมันครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ เพราะเมื่อประชาชนหมดศรัทธา… คำว่า “ไม่ให้อภัย” จะกลายเป็นจุดอวสานของรัฐบาลก่อนที่จะได้เริ่มทำงานจริงเสียด้วยซ้ำ



