เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส รายการสถานีประชาชน จัดเวที พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีรุกป่า ช่วยชาวบ้านหรือเอื้อนายทุน โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเสวนา ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. …. กล่าวว่า จากการร่วมประชุม กมธ. หลายครั้งยังยืนยันว่าไม่มีเหตุผลที่จะนิรโทษกรรมคดีรุกป่า เพราะแม้กลุ่มที่เสนอก็ยังไม่เข้าใจในกระบวนของรัฐแก้ปัญหาคดีที่ดินและป่าไม้ ตอนนี้ป่าที่เหลือเพียง 31% ไม่เพียงพอแล้วกับคนทั้งประเทศ ถ้าออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยไม่มีเป้าหมาย ก็ไม่แฟร์กับคนส่วนใหญ่

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตัวเลขที่ระบุว่าช่วงปี 2557-62 มี 30,000 คดี และหลังปี 2557 จะได้รับการนิโทษกรรมทั้งหมด แสดงว่าคนที่ยกร่างกฎหมายยังไม่รู้เป้าหมายกลุ่มคนว่าจะจะนิรโทษกรรมใคร ทั้งที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใช้ มาตรา 67 ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรา 121 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 กลั่นกรองคนที่อยู่ในป่าและให้สิทธิทำกิน แต่ต้องไม่ซื้อขายเปลี่ยนมือ
ด้านนายวีระภาส คุณรัตนสิริ รองประธาน กมธ. กล่าวว่า ข้อห่วงใยต่อร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับ โดยเฉพาะที่ระบุว่าให้มีผลไปจนถึง พ.ร.บ. ประกาศใช้ เท่ากับคนที่ทำความผิดจะได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งกว้างมาก ทั้งที่ถ้ามองการแก้ปัญหาคนอยู่ในป่ามี พ.ร.บ.อุทยาน ที่มีความต่อเนื่องกฎหมาย
“ยอมรับว่าใน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว มาแล้ว 10 ครั้ง โดยเฉพาะในมาตรา 5 ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ถ้าไม่กำหนดกรอบคนจะเท่ากับยกเว้นทุกกรณี จึงยังไม่ได้ข้อยุติ และมีหลักการที่ใช้ไม่ได้ในร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ” นายวีระภาส กล่าว

นายวีระภาส กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศมีเป้าหมายการเพิ่มพื้นป่าให้ได้ 40% ของพื้นที่ประเทศ หรือประชากร 1 คนพื้นที่ป่า 0.06 ลบ.ม. ต่อคนต่อปี ปัจจุบันไทยมีป่าพื้นที่ 31.4% ถือว่าไม่ได้มาก และถ้าจะเพิ่มให้ครบตามเป้าหมายเราขาดพื้นที่ป่าไม้อีก 28 ล้านไร่ ที่ต้องทำ และยังห่างไกลมาก นอกจากนี้ ระยะเวลาในการพิจารณากฎหมาย หากดูจากห้วงระยะเวลาทางการเมือง ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงไม่ทันการพิจารณาของสภา ถ้ายังไม่ชัดเจนเรื่องกลุ่มคนรับประโยชน์ จึงอยากสะท้อนว่านิรโทษแล้วอย่างไรต่อ สำคัญมากกว่าใครได้รับนิรโทษกรรม ซึ่งกลุ่มชาวบ้าน กลุ่มทุน กลุ่มผู้ยากไร้ขนาดเล็กจะต้องกลับเข้าไปในพื้นที่ที่มีการปลูกป่าไว้แล้วหรือไม่ จะเป็นปัญหาหลังพิจารณาคุณสมบัติแล้วเสร็จจะมีขั้นตอนใดอีก เชื่อว่าไม่น่าจะหาข้อยุติได้ง่าย
ขณะที่นายปราโมทย์คริษฐ ธรรมคุณากร ที่ปรึกษาประจำ กมธ. กล่าวว่า ในฐานะที่ปรึกษาและจากการร่วมประชุมหลายครั้ง พบว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 2 ฉบับ คล้ายกัน แต่วัตถุประสงค์เพื่อช่วยประชาชนที่ครอบครองให้ได้รับการนิรโทษกรรม และผ่านวาระ 1 เสียงข้างมากแล้วจะเข้าวาระ 2 ในรายมาตรา สาระสำคัญคือ มาตรา 5 ผู้ที่ถูกดำเนินคดีรุกป่า ประชาชนที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาควรจะเป็นผู้ที่ได้รับกระทบจากยากไร้ก่อน แต่คำถามคือถ้าต่อมาทำมาหากินแล้วมีฐานะดีขึ้น ก็ไม่ถือเป็นนายทุน ยกเว้นที่เข้าไปรุกป่าในพื้นที่ได้รับการผ่อนผัน ก็ไม่ควรให้โอกาสคนเหล่านี้ได้ประโยชน์
ส่วนถามว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 2 ฉบับ มีความรัดกุมหรือไม่ นายปราโมทย์คริษฐ กล่าวว่า ควรจำกัดว่าผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงนี้เป็นใคร ซึ่งยังไม่ชัดเจน และกำลังขมวดว่าผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐควรเป็นใคร เพื่อคำว่านิรโทษกรรมที่หมายถึงคนเคยทำผิด และเมื่อได้รับเยียวยาถือว่าไม่เคยกระทำผิดใดๆ มาก่อนในการบุกรุก และควรบัญญัติไม่ให้มีนายทุนได้รับประโยชน์ตรงนี้

ขณะที่นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รองประธาน กมธ. กล่าวว่า ปัญหาป่าทับคน คนทับป่ามีมาอย่างยาวนาน ในยุคสมัยหนึ่งรัฐบาลมีนโยบายออกเอกสารรับรองสิทธิ แต่หลังปี 2540 รัฐบาลไม่มีนโยบายดังกล่าว แต่เป็นนโยบายผ่อนผันให้คนอยู่อาศัย มติ ครม. 30 มิ.ย. 41 ผ่อนผันให้คนอยู่อาศัยในป่าต่อไปได้ โดยไม่บุกรุกเพิ่มเติม และคำสั่ง คสช.ที่ 66/57 เร่งรัดให้จับกุมดำเนินคดี แต่ให้ยกเว้นผู้ยากไร้และผู้ไร้ที่ดินทำกิน แต่ในทางปฏิบัติมีผู้ถูกจับกุม ปี 2557-2562 จำนวน 29,000-30,000 คน หรือกว่า 20,000 คดี ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน แต่มีนายทุนไม่เกิน 20% จึงต้องหาช่องทางคืนความเป็นธรรมให้กลุ่มคนเหล่านี้ นำไปสู่การร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า
“หลักการเนื่องจากคนกลุ่มนี้ได้รับการผ่อนผันตามนโยบายรัฐบาล ไม่ประสงค์เอาผิดคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา และยังถูกจับกุมดำเนินคดี จึงอยากนิรโทษกรรมให้ไม่มีความผิด และให้คนเหล่านี้มีสิทธินำที่ดินกลับสู่ช่องทางให้อยู่อาศัยและทำประโยชน์ตามนโยบายรัฐบาลปกติ” นายเลาฟั้ง กล่าว
ส่วนประเด็นข้อกังวลเอื้อประโยชน์ให้นายทุน นักการเมือง และผู้มีอิทธิพลนั้น นายเลาฟั้ง กล่าวว่า ตนเองได้ล็อกกลุ่มเป้าหมายนิรโทษกรรม ไม่ใช่การนิรโทษกรรมเป็นการทั่วไป โดยกำหนดช่วงเวลาที่มีการดำเนินคดีตั้งแต่ 30 มิ.ย. 2541 ถึงปี 2562 ส่วนช่วงระยะเวลาในการถือครองก่อนปี 2545 และปี 2545-2557 โดยต้องเป็นผู้ยากไร้ มีรายได้น้อย และไร้ที่ดินทำกิน ยืนยันว่าจะไม่มีการเอื้อให้เกิดการบุกรุกป่าเพิ่มเติมเพื่อรอนิรโทษกรรม เพราะการถือครองที่ดินหลังปี 2557 จะเท่ากับบุกรุกใหม่ทั้งหมด ไม่มีสิทธิเข้าเงื่อนไขร่าง พ.ร.บ.นี้ ซึ่งหลักเกณฑ์ที่เข้าข่ายเป็นนายทุน คือ ถือครองที่ดินเกิน 25 ไร่ หรือมีการสร้างบ้านพักตากอากาศ หรือถือที่ดินหลายแปลงรวมกันเป็นแปลงใหญ่ ยืนยันว่าไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่คิดมาใหม่ แต่ กอ.รมน. พิจารณาเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบตามคำสั่ง คสช.ที่ 66/57 ส่วนจะกระทบมาตรา 97 พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ยืนยันว่า ร่างกฎหมายนิรโทษจะพิจารณาเฉพาะฐานความผิดบุกรุกป่า ไม่รวมฐานความผิดอื่น ๆ

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวว่า ขอแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ในฐานะนักวิชาการป่าไม้ และนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ในวันนี้ระบบสังคมและสิ่งแวดล้อมต้องอยู่ควบคู่กัน และมีกฎหมายคอยถ่วงดุล ซึ่งปัจจุบันไทยมีพื้นที่ป่าทั่วประเทศน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานถึง 30 ล้านไร่ ยกตัวอย่างเกาะรอกที่มีหาดสวยที่สุดของโลก และหาดฟรีดอม จะเข้าหลักเกณฑ์นิรโทษกรรม รวมถึงกรณีคดีมลพิษจากโรงงานทั้งวินโพรเสส แว็ก กาเบจ คดีคลิตี้ ที่ฟ้องด้วยมาตรา 97 พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงตั้งคำถามว่าใส่มาตรานี้ไปทำไม รวมถึง สส. หลายคนถูกดำเนินคดีดังกล่าว และร่าง พ.ร.บ.นี้เอื้อประโยชน์ใคร เรื่องนี้นอนไม่หลับกันหรอก ต้องแยกการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนด้วยวิธีอื่น เพราะนายทุนเข้าไปหมด ล้านกว่าไร่ที่จับขณะนี้นำไปฟื้นฟูในโครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ใช้งบประมาณรัฐเป็นแสนล้านบาท กฎหมายบอกให้ชาวบ้านกลับเข้าไปทำกินเหมือนเดิม จะจัดการป่าอย่างไร
สำหรับมาตราที่สำคัญคือมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 18 มีประเด็นสำคัญคือให้บุคคลใด ไม่ว่าเป็นประชาชน นายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือนักการเมือง ที่ได้บุกรุกป่าทุกประเภท ไม่จำกัดเนื้อที่ ก่อนประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่าสงวนแห่งชาติจนถึงปัจจุบันที่ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดังกล่าว ได้รับการยกเว้นความรับผิดทั้งหมดทั้งในคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครองไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ และผู้ถูกใช้ และที่ดินของรัฐดังกล่าวที่ได้บุกรุกตกเป็นสิทธิของผู้กระทำผิด ที่แม้ที่ดินของรัฐดังกล่าวได้มีสภาพเป็นป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปแล้ว ให้ออกโฉนดที่ดินได้ หรือได้รับหนังสืออนุญาตต่อไป



