ข่าวของ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับเรื่องคาวๆ ยังไม่ทันตกกระแส! เพราะมีสาวผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจไว้กว่า 10 คน เพื่อเอาผิดกับนายปริญญ์

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 5 พ.ค.65 นายปริญญ์เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อเข้ามอบตัวตามหมายเรียกข้อหาพรากผู้เยาว์และกระทำอนาจารหญิงสาวอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นนักศึกษาฝึกงาน ระหว่างขับรถไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้า โดยเจ้าตัวให้การปฏิเสธ แต่ทางตำรวจได้นำตัวไปฝากขังเป็นคดีที่ 6 และศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยหลักทรัพย์เป็นเงิน 2 แสนบาท

ต่อมาวันที่ 6 พ.ค.65 นายปริญญ์เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ตามหมายเรียกคดีอนาจารสาวอายุ 26 ปี ในคอนโดฯ หรูย่านสุขุมวิท ซึ่งเจ้าตัวให้การปฏิเสธก่อนถูกนำไปฝากขังเป็นคดีที่ 7 แล้วศาลให้ประกันตัวออกไปในวงเงิน 2 แสนบาท โดยนายปริญญ์ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหากระทำอนาจาและล่วงละเมิดทางเพศกับเหยื่อสาวกว่า 10 คน ด้วยจำนวนคดีทั้งหมดประกอบด้วยพื้นที่ สน.ลุมพินี 9 คดี สน.ห้วยขวาง 1 คดี สภ.เมืองเพชรบุรี 1 คดี สภ.เมืองเชียงใหม่ 1 คดี

เรื่องราวของนายปริญญ์ สร้างความปั่นป่วนไปทั้งพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะผลกระทบที่พุ่งตรงไปยังนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นคนพานายปริญญ์เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจทันสมัยของพรรค จึงมีเสียงเรียกร้องทั้งจากภายในพรรคและคนภายนอก ให้นายจุรินทร์แสดงสปิริตลาออกจากหัวหน้าพรรค จนมีการตอบโต้กันไป-มา ในไลน์กกลุ่มของกรรมการบริหารพรรค เกี่ยวกับเรื่องคาวๆ ฉาวๆ ภายในพรรคประชาธิปัตย์

สุดท้ายนายจุรินทร์ได้แถลงยอมรับความเสียใจอย่างสุดซึ่ง และกราบขอโทษต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกรณีที่เกี่ยวข้องมาถึงบุคลากรของพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคจะไม่เข้าไปปกป้องและไม่เข้าไปแทรกแซงใดๆ ในกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับประกาศลาออกแค่ตำแหน่งประธานคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายสตรีแห่งชาติ

อย่างที่บอกไว้แต่ตอนต้นว่าข่าวของนายปริญญ์ยังไม่ตกไปจากกระแส! เนื่องจากมีหลายคดีเหลือเกิน เพิ่งเข้ามอบตัวกับตำรวจเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาไปแค่ 7 คดี ถึงแม้นายจุรินทร์จะยอมลาออกไปแค่ 2 บอร์ด แต่เรื่องราวของนายปริญญ์คงต้องวนเวียนอยู่ในกระแสข่าวไปอีกหลายเดือน

ประชาธิปัตย์เพลีย! “ปริญญ์-ค้ากามเด็ก”

พูดง่ายๆ ว่า เรื่องของนายปริญญ์ยังไม่ทันจาง! ก็ดันมีข่าวฉาว เรื่องราวคาวๆ ในคดีค้ากามเด็กสาวเกิดขึ้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้การกำกับดูแลของนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พม. จากพรรคประชาธิปัตย์

เรียกว่างานนี้นายจุรินทร์กับนายจุติพลัดกันจุก! เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัวป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) ติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เดือน พ.ย.64 จนถึงปัจจุบันศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 41 ราย ประกอบด้วยแม่เล้า 12 ราย ผู้ซื้อบริการ 28 ราย ซึ่งมีทั้งข้าราชการครู แพทย์ ทหาร ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งซึ่งอายุถึง 79 ปี รวมทั้งรองประธานสภา อบต. และลูกชายของอดีตนักการเมืองคนดัง กับผู้สนับสนุน 1 ราย พร้อมทั้งมีการคุ้มครองเด็กสาวอายุไม่เกิน 15 ปี 10 ราย

แต่ที่หนักไปกว่านั้น คือมีข้าราชการระดับรองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้โทรศัพท์เข้าไปสั่งการให้หัวหน้าบ้านพักเด็กฯ ให้เกลี้ยกล่อม หรือบังคับเด็กสาวที่ตกเป็นเหยื่อค้ากามไม่ให้บอกชื่อผู้ต้องหา โดยมีการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเอาผิดกับรองอธิบดีคนดังกล่าว ฐานขัดขวางกระบวนการสอบสวนสืบสวนกระบวนการค้ามนุษย์ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

เรียกร้องพักงาน “จุติ” พิจารณาตัวเอง!

งานนี้สังคมจับจ้องไปที่ลูกชายของอดีตนักการเมืองคนดังและมีหมายจับแล้ว คือ นายแสงโรจน์ หรืออ้วน กาญจนะ ซึ่งเป็นน้องชายของ ส.ส.หญิงคนหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีบทบาทเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้เทนราษฎร ไหนจะรองอธิบดีฯ ผู้อื้อฉาวจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายจุติ แล้วพื้นที่เกิดเหตุ จ.สุราษฎร์ธานี อยู่ในถิ่นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน ยิ่งทำให้สังคมจับจ้องว่างานนี้จะเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ จะมีการช่วยเหลือพวกพ้องกันหรือเปล่า? แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะรับเป็นคดีพิเศษไปแล้วก็ตาม


เมื่อสภาพการณ์แวดล้อมเป็นเช่นนั้น นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล จึงออกมาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เร่งตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้กระจ่าย และสั่งพักงานนายจุติเพื่อไม่ให้มีข้อครหากับคดีที่เกิดขึ้น

เช่นเดียวกับนายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่าโดยหลักการแล้วควรให้ข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อความโปร่งใสในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนกฎหมาย และต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน โดยมีบุคคลที่น่าเชื่อถือจากภายนอกเข้าไปร่วมสอบสวนด้วย ไม่ใช่คนในกระทรวง พม. สอบสวนกันเองแล้วช่วยเหลือกัน นอกจากนี้นายจุติต้องพิจารณาตัวเอง เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

งานนี้จึงต้องจับจ้องมองดูกันอย่างไม่กะพริบตาว่านายจุติ จะตีกรรเชียงเอาตัวรอดไปแบบนายจุรินทร์หรือไม่?